The peak ยอดเขาแห่งความลับ

The most valuable lessons in life cannot be taught,
They must be experienced.

จากสมอปูนปีที่แล้ว นำมาสู่เขาแหลมปีนี้ …
บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้เราต้องสัมผัสกับมันด้วยตัวเองเท่านั้น จูนชอบพูดเสมอว่า “จูนชอบทำในสิ่งที่น้อยคนจะได้ทำ”

IMG_5825คือต้องบอกก่อนว่าที่จริงได้รับคำชวนจากพี่นิมว่าจะมีทริปขึ้นเขาแหลมมาก่อนเดินประมาณ ๑ เดือน เราก็ตื่นเต้นมาก เห็นบอกว่าเป็นทริปพิเศษ ที่นานๆ ทีจะจัดขึ้นสักครั้งหนึ่ง มีน้อยคนที่จะเป็นคนเดินนำเข้าไป ซึ่งหนึ่งในน้อยคนก็คือลุงแขก แถมลุงแขกก็เริ่มแก่แล้ว ๕๕ แว่วๆ ว่า คราก่อนลุงแขกถึงกับต้องปีนต้นไม้ดูทาง รู้แค่นั้นแหละ ตัดสินใจ ยังไงก็จะไปให้ได้เลย ไหนๆ ก็ลาออกจากการเป็นลูกจ้างเขา มาช่วยธุรกิจที่บ้าน แล้วก็ไม่ตรงกับการเดินทางไปเป็นแพทย์อาสาที่ประเทศแทนซาเนียแน่ๆ ร้อยทั้งร้อย ว่างมาก-ก-ก-ก ตอบตกลงทันทีว่า “ไปค่ะ” หลังจากนั้นก็ขอพี่นิมไปชวนพวกแก๊งค์หมาป่า คิง เดียร์ และก็ปร้าฝ้าย ตอนแรกแก๊งค์สามสาวก็จะได้มาครบองค์ละ ติดตรงที่เดียร์ลางานมาไม่ได้(จะบอกว่าพลาดอย่างแรงนะคะเพื่อนสาว ๕๕๕) คุยกันอยู่นาน ผลสรุปก็เลยแพ็คทีมมากับปร้าฝ้ายและคิงแน่นอน (คิงคลองหกว่างเสมอค่ะ นี่พูดเลย ชวนคำเดียว ตอบตกลงภายในสามวินาที) แล้วตอนหลังก็มีโต๋ กับก็อตว่างไปด้วย บอกตรงๆ เราก็เสียดายนะที่ไม่ได้ไปครบแก๊งค์กัน แต่ยังไงก็จะไปอ่ะ ๕๕๕IMG_6263ก่อนจะไป ๒-๓ สัปดาห์ พี่นิมก็เล่าให้ฟังว่า เขาแหลมสวยมาก สูงรองจากเขาร่มที่สูงเป็นที่หนึ่ง มีน้ำตกเอวาซอน โชคดีจะได้เห็นนกเงือก ฟิตร่างกายดีๆ นะ วิ่งทุกวันล่ะ เราก็เอะใจ ถามกลับไปว่า “เขาแหลมต่างยังไงกับสมอปูน?” พี่แกก็ตอบมาประมาณว่าไม่สูงชันเท่า แต่เดินไกลมากๆ เดินทาง ๑ วันเพื่อหาที่พัก และเช้าอีกวันถึงจะเดินขึ้นยอดเขากัน ให้ฟิตร่างกายดีๆ (ย้ำจริงๆ เราก็เอะใจละ ๕๕ มันต้องมีอะไรแน่ๆ คือคราที่แล้วขาลงสมอปูนก็โดนหลอกให้วิ่งเขาจากพี่อ๋อ โดยมีพี่นิมตามถ่ายรูป ตอนลื่น ตอนจมปลักเลน รูปมาเป็นร้อยเลยค่ะ = =’) แต่ตัดสินใจไปละก็เอาวะวิ่งก็วิ่ง วิ่งอยู่สามวันแรกจะตายเอา (เพราะห่างหายจากการเคลื่อนไหวร่างกายมานาน นอนดึก ตื่นบ่ายมาหลายเดือน หลังเรียนจบ แม้แต่ตอนทำงานก็มีนอนกลางวันหลายชั่วโมง ๕๕) แถมอยู่บ้านก็ออกกำลังกายได้แค่บนลู่วิ่ง วิ่งแป็บๆ ก็พอละ ไม่มีเพื่อนคอยวิ่งด้วย คอยผลักดันเหมือนตอนก่อนขึ้นสมอปูนปีก่อน(เดี๋ยวรู้กันเลยจ้ะ ผลกรรมส่งตรงจากการออกกำลังกายน้อย !!!)
จนมาถึงก่อนวันจะไปสามวัน เราก็ตกลงกับปร้าฝ้ายว่า จะประหยัดเงินในกระเป๋า ก็เลยจะไม่ขับรถไปเอง จะนั่งรถตู้กันไป แต่สวรรค์ทรงโปรด ในวันที่ ๙ กรกฎาคม พี่นิมมาทำธุระแถวๆ นี้พอดี ๕๕๕ เกาะพี่นิมไปสิคะงานนี้(รอดละ ครึครึ) เราก็นัดแนะสถานที่กันเรียบร้อย พร้อมกับทางผ่านก็ไปแวะรับคิงที่คลองหกด้วยเลย(ต้องบอกว่า ตั้งแต่มันขึ้นมานั่งบนรถ หัวเราะปวดกรามยันปราจีนอ่ะ รวมกันทีไร ต้องมีเรื่องเกรียนๆ เม้าท์ตลอด) แล้วเราก็มาถึงบ้านกลุ่มฯ ตอนเย็นๆ เช็ดบ้านกลุ่มฯ จัดของบางส่วน พอหัวค่ำ ก็ได้รับหน้าที่ให้ไปซื้อกับข้าวที่แถวค่ายทหาร มียานพาหนะคือรถพี่นิม คิงนั่งข้าง(แว๊นมอไซค์เป็นอย่างเดียว) ส่วนปร้าฝ้ายนั่งอยู่เบาะหลัง ด้วยความที่ระบบรถมันไม่เหมือนกัน เกียร์มี D3 และ D4 ไฟหน้าปัดก็มีระบบหรี่มือ ก็เลยโคตรจะไม่ชิน พาเพื่อนไปเบรคหัวทิ่มเบาะมา ๒ ที (พี่คิงแกบ่นเรามาตลอดทาง ๕๕๕ ก็มันไม่ชินนี่หว่า รถแต่ละคันเหมือนกันที่ไหน) ดึกหน่อยก็มานั่งจิบว้อดก้า และเล่นกีต้าร์ พร้อมกับคุยเรื่องจิปาถะ เฮฮาไปเรื่อย โดยเฉพาะลุงแขกนี่ เป็นผู้สอบสวนเรื่องความลับ ล้วงความลับหมดไส้หมดพุงเลยค่ะ T^T (แต่ก็ทำให้ได้แนวคิดที่เรามองข้ามไปมา จนตอนนี้ก็รู้สึกว่า ดีแล้ว ที่ตัดสินใจแก้สิ่งที่ผูกขึ้นมาเองตั้งแต่แรก ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนนะคะ) ผลสรุปคือคืนนี้เหนื่อยจัด อาบน้ำตอนเกือบตีหนึ่ง และหลับไปซะก่อนจะได้ดูบอลโลกตอนตีสามอีก ๕๕
10547756_776443312408391_929758196703136649_o๑๐ กรกฎาคม ๒๕๗๗  ตื่นกันตอนสายๆ แปดเก้าโมงเช้าได้ ก็เตรียมขนของขึ้นรถ แล้วก็แวะไปช่วยพี่อ๋อ พี่แขก และน้องกลุ่มฯ (ติ๋ว กับหนุ่ย) จัดค่าย ๑ ชั่วโมงกัน(ไปแบบงงๆ) เสร็จงานก่อนจะถึงบ้านลุงแขกที่ปากช่องก็แวะเยี่ยมชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ ได้ทำความรู้จักกับน้องติ๋วกับน้องหนุ่ยตอนนี้หละ เห็นน้องติ๋วมันนิ่งๆ มันกัดเจ็บจ้าT^T เริ่มตั้งแต่ที่เราขึ้นไปถ่ายรูปกับเสากิโลตรงเขื่อน มันก็ตะโกนแซวว่า “เสาร้าว” แหมะ มันกวนจริงๆ ๕๕๕ ตกตอนหัวค่ำ จำได้ว่ามาถึงปุ๊บ ขนของลงจากหลังรถไว้ที่บ้านลุงแขก(ได้แวบเล่นกับมะระนิดหน่อย ; มะระคือหมามึนที่บ้านลุงแขก) แล้วก็ต้องรีบขึ้นรถไปซื้อของต่างๆ ไว้เป็นเสบียงตอนเดินป่า ดยมีเปรี้ยวไปช่วยจับจ่ายเครื่องIMG_6693ปรุงอีกคนหนึ่ง ส่วนเรากะปร้าฝ้ายก็ไปช่วยหิ้วของ๕๕ (มึนๆ งงๆ อึนๆ มาก หิ้วของอย่างเดียวค่ะ)
โดยทริปนี้ก็ได้เสนอเมนูถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่กะทิด้วยนะ ฮี่ๆ เอาไว้ต้มกินเล่นกันตอนกลางคืน(เดี๋ยวรู้กันว่าได้กินไหม๕๕) พอเดินออกจากตลาดสด ก็แวบไปตลาดคนเดินแป๊บหนึ่ง ก็ไปสอยได้เจ้ารองเท้าผ้าใบเดินป่าใหม่แทนรองเท้าหุ้มข้อที่พ่อพาไปซื้อมา(พี่นิมลงมติแล้วว่าไม่รอด ลุงแขกลงมติแล้วว่ามันเป็นรองเท้าทหารที่ใช้เดินในทะเลทรายรึเปล่า? โถ หมดกันชีวิต) ก็เลยเก็บคู่ที่พ่อซื้อให้ใหม่ไว้ใช้งานอื่นแทน เสี่ยงใส่เจ้ารองเท้าผ้าใบสีขาวนี่ไปเดี๋ยวได้รู้กันเลยจ้ะ ต้นเหตุของเรื่องราวที่เกือบทำให้ถอดใจจะไม่เดินขึ้นยอดเขาแหลมวันที่สอง(เดี๋ยวมาว่ากัน) หลังจากจ่ายตลาดก็กลับมาช่วยกันรวนหมู และแพ็คเสบียงทั้งข้าวสาร ปลากระป๋อง มาม่า ผักสด ปลาเค็ม ฯลฯ เตรียมไว้ในวันพรุ่งนี้ IMG_5895IMG_5819๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ก็ตื่นนอนด้วยนาฬิกาปลุก ต่อแถวกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดของในเป้ และแบ่งเสบียงกองกลางเข้ากระเป๋าของแต่ละคน(ลองขึ้นเป้ อืมมมม์ หนักน้อยกว่าสมอปูนหน่อยเพราะทริปนี้คนน้อย สบ๊าย<<<ความคิดของหญิงสาวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง๕๕๕) กว่าพวกเราจะรวมตัวกัน กว่าจะเคลื่อนพลก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่าๆ แดดร้อนนิดๆ นั่งรถพี่นิมไปเช่นเคย สมาชิกเหมือนที่เคยมาจากชลบุรี เพิ่มน้องทิ้วมาด้วยอีกคน ระหว่างทางก็เห็นท้ายรถพี่อ๋อเลี้ยวไปทางขวาไกลๆ แต่พี่นิมพาตรงไปอีกทาง ซึ่งก็ถึงที่หมายเหมือนกัน สองข้างทางเป็นบ้านเรือนหลังเล็ก มีไร่ มีป่า(รู้สึกชอบนะ สบายตา ผ่อนคลายดี อาจเพราะต่างจากพัทยา เมืองแห่งแสงสีที่เคยอยู่) ก่อนเดินขึ้นเขา เราก็มากราบพระอาจารย์แดงกันก่อน ขณะที่ท่านติดกิจอยู่ พวกเราก็ได้ช่วยกันแพ็คของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม(คือตอนแพ็คก็ไม่รู้หรอกเอาไปทำอะไร มารู้ตอนอ่านบันทึกของพี่มอร์๕๕) แพ็คของเสร็จ พระอาจารย์แดงก็มาให้ศีลให้พร พรมน้ำมนต์(เราก็คิดในใจ การเดินป่าครั้งนี้ ขออย่าให้เจอน้องชฎาหน้าขาว อย่างที่เขาร่ำลือกันเล้ย สาธุ เดี๋ยวรู้เลย เจออะไรแทนน้องชฎาหน้าขาว T^T ) IMG_5874แล้วเราก็เริ่มออกเดินทาง เส้นทางก่อนมอมะกอกรึ หึหึ จิ๊บๆ ทางเรียบ ต่อแถวกันเดินชิวๆ ตลอดทางพี่หวานนี่เหมือนเข้าไปสอบเภสัชกรรมไทยในป่า ถามมันทุกต้น เราก็มึนตอบไป ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็เป็นการเรียนรู้พืชพรรณไปในตัว ฮี่ๆ เดินสักพักก็มีการให้แนะนำสมาชิกใหม่(ซึ่งเราก็โดนไปด้วย๕๕) คนอื่นก็รู้จักมาจากสมอปูนละ ที่พึ่งมารู้จักก็มีน้องไปป์ กับ พี่แจ๊ค ส่วนพี่สองนี่๕๕๕ พูดแล้วฮา สารภาพบาปเลยค่ะว่าเพิ่งมารู้ตอนลงจากเขาหลายวันแล้วว่าเคยขึ้นทริปเดียวกันตอนสมอปูน ไม่เชื่อขนาดที่ต้องค้นรูปตอนสมอปูนมายันกันเลยทีเดียว ไม่รู้จะว่าไงดี๕๕ โอเค พอแนะนำตัวกันIMG_5916เสร็จก็ออกเดินเท้าต่อ ทีนี้หละ ปัญหาชีวิตครั้งยิ่งใหญ่เริ่มมาเยือนละค่ะ คือ ๑.พอออกเดินเริ่มรู้ตัวว่ารองเท้ากัดตรงแถวๆโคนนิ้ว แต่ก็ทน คิดว่า คงไม่เป็นอะไร ๒.ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก่อนเดินได้อัดน้ำผสมผงเกลือแร่(ทริปนี้เตรียมเกลือแร่มาโหลนึง กลัวเป็นตะคริว เพราะตอนสมอปูนรู้ซึ้งถึงตะคริวมาแล้ว) ไป ๑ ขวดเต็มๆ เพราะเมื่อเช้ามีอาการท้องเสีย เข้าห้องน้ำไป ๓ รอบ กลัวขาดน้ำ ก็อัดน้ำเกลือแร่เต็มเหนี่ยว จึงเกิดอาการหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ก็เดินชิวๆ ไม่ได้ลำบากอะไร มีอาการยิบๆ ที่ฝ่ามือ และแก้มทั้งสองข้าง หรืออาจจะเพราะหิวข้าว กินแค่ข้าวต้มคำเดียวในตอนเช้าหรือออกกำลังกายน้อย? เอาเป็นว่าไม่รู้เกิดจากอะไรแน่เลย๕๕ ก็ทน คิดว่าคงไม่เป็นอะไร ตอนนั้น เดินแบบ-เดินอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนค่ะ แต่ลุงแขกเห็นท่าแล้วดูจะไม่ไหว ก็เลยตะโกนบอกให้โต๋ทิ้งเป้ตัวเอง แล้วแบกเป้จูนขึ้นมอมะกอกไปให้(ต้องขอบใจมากจริงๆ นะเว้ย คือขอโทษจริงๆ ที่ต้องกลายเป็นภาระของคนอื่น รู้ซึ้งเป็นคราแรกเลยกราบงามๆ หนึ่งทีลงบนหน้าอกที่มีเนื้อหนังมังสา นึกว่าไปยัดซิลิโคนมาหนึ่งที ๕๕) พอลากสังขารมาถึงบนมอขี้แตกก็มีที่ราบให้ยืน จึงขอเป้คืน เพราะเกรงใจอย่างแรง พอเงยหน้าขึ้นไปจะIMG_5950เดินต่อนี่แทบลมจับ เนินอีกแล้ว ใจหนึ่งก็คิดว่า จะไม่ไหวละนะ แต่อีกใจหนึ่งก็จะเดินต่อ ก็เลยค่อยๆ เดิน หยุดพักเป็นระยะๆ จนมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าเท้าไม่ไหวแล้วจริงๆ เหมือนจะกัดจนหนังเท้าถลอกไปบางส่วน ลุงแขกเลยให้หยุดแล้วก็ได้ปร้าฝ้ายนี่หละ ช่วยกันเอาผ้าอนามัยมารองรองเท้า(ใช้ไปครึ่งห่อ๕๕) แล้วก็ผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้กระชับกว่าเดิม(ขอบใจปร้ามากๆ น้า) แล้วในที่สุดก็เดินแบบจะตายให้ได้มาถึงมอมะกอกสักที จำได้ว่าพอเดินมาถึงที่ๆ ทุกคนนั่งพักกัน ก็ทิ้งเป้เลย(ย้ำ-โยนทิ้งเลย) แล้วก็ลอกคราบ ถอดปลอกแขนออก ถอดเสื้อคลุม คลุมไว้แค่ไหล่ แล้วนั่งนิ่งๆ เพราะรู้ตัวแล้วว่ากำลังจะไม่รอด จำได้ว่านั่งสักพักอาการดีขึ้น ก็หันไปบอกกับปร้าฝ้ายว่า “แกรู้ไหม ว่าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเดินขึ้นมานั่งบนนี้ได้ยังไง รู้แต่ว่าเริ่มมึนๆ” เป็นครั้งแรกที่รู้สึกหายใจไม่ทัน คิดว่าจะเป็นลมด้วยซ้ำไป ดีนะที่รอดมาได้ พอนั่งต่ออีกสักพักลุงแขกก็บอกให้พักทานข้าว เราก็มีข้าวสวยกับไข่เจียวหนึ่งห่อ แบ่งกันกินกับปร้าฝ้าย สักพักพี่แจ๊คใจดีเดินเอาหมูทอดขนมปัง แล้วก็กุนเชียงมาให้กิน จนมีคนตะโกนบ่นว่า “เอามาให้โน่กินหมดเลยนะ คนอื่นไม่มีอะไรจะกินกับข้าวแล้ว” (นี่หละมาเดินป่าครั้งนี้มีชื่อใหม่จากกลุ่มพี่อั๋นว่า โน่ หรือไม่ก็จูโน่ นอกจากนี้ก็ยังมีชื่อเดิมอยู่คือจุ๋มจิ๋ม-ซุ้มมือปืน และเจ๊จูนปืนโหดบ้างปืนโตบ้าง ดีIMG_5998จริงๆ !!!) เราก็ยิ้มๆ ๕๕ ยึดหมูไว้สามสี่ชิ้น แล้วก็เลยส่งคืนให้พวกพี่อั๋น แล้วก็ให้โชกี้โชกี้(ของปร้า๕๕) ตอบแทน หลังจากนั้นมาก็โดนพี่อั๋นแซวยันจบทริปเลยค่ะ(ตะโกนแซว เหมือนจะแซวลอยๆ แล้วก็หันมาฉีกยิ้มให้เรา เอิ่ม..กวนว่ะ๕๕) หลังจากทานข้าวเรียบร้อย พี่แจ๊คก็โดนรับน้องด้วยการแบกเป้โคตรหนัก๕๕ (คิดในใจว่า ตายแน่ๆ) ตลอดทางที่เดินก็รู้สึกว่าอาการใจสั่นดีขึ้น เพราะหยุดดื่มน้ำเกลือแร่ หันมาดื่มแต่น้ำเปล่า นี่ละนะที่เขากล่าวกันว่า “Adam’s ale is the best brew.”  หนะ! รู้ซึ้งวันนี้เลยค่ะ ไม่อัดน้ำเกลือแร่เล่นแบบนั้นอีกแล้ว(นอกจากกรณีเป็นตะคริวเฉียบพลัน) เมื่อเดินมาถึง “มอขี้แตก” อื้อหือ สมชื่อเลยค่ะ จะชันไปไหน แค่นี้ก็จะตายแล้ว คืออดทนจนจะสุดละ แต่ก็อดทนต่อ๕๕ (เป็นพวกยังไม่เคยล้ม เลยไม่รู้ลิมิตของตัวเองอะนะ เดินได้ก็เดิน..แค่นั้น= =’) เดินๆ พักๆ (เพราะเท้ายังคงโดนกัดอย่างสนุกสนาน) ข้ามIMG_6035ธารน้ำ ข้ามไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทางบ้าง จนมาถึง ดงบอน สวรรค์เล็กๆ น้ำเย็นๆ ชุ่มคอ นอนเล่นแป๊บเดียวแต่หายเหนื่อยไปเยอะเลย ธรรมชาติบำบัดสินะ(มโนเอง ฮ่าๆ) หลังจากนั้นก็เดินต่ออีกไม่นานก็มาถึงที่ตั้งแค้มป์คืนแรกกัน จากที่พักเราแค่เดินลงมาจากแค้มป์ประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็จะเป็นธารน้ำกว้างๆ เอาไว้อาบ เอาไว้กินกัน โอ้ย..หายเหนื่อย รีบช่วยกันตั้งแค้มป์ผูกเปล(คราวหน้าจะเอาเปลมาบ้าง อยากสัมผัสฟิลลิ่งนอนบนเปล ฮุๆ) หุงข้าว เตรียมกับข้าว จะบอกว่าทริปนี้ทำน้ำพริกโจร(คล้ายๆ น้ำพริกกะปิอ่ะแหละ แห้งๆ เผ็ดถึงกกหู ควบคุมการผลิตโดยพี่นิม) แก้มือจากน้ำพริกกะปิมหาประลัยตอนสมอปูน กินได้นะเออ ไม่สิ้นเปลืองกะปิโลละ ๔๐๐ ครึ่งกิโล(ของพี่นิม) อีกต่อไปแล้ว๕๕๕ (การทานข้าวในทริปนี้คือท่านสุภาพบุรุษต้องIMG_6067เสียสละให้สุภาพสตรีและคนป่วยทานก่อนนะคะ ค่อยผลัดมาทานที่หลัง แอบสงสารเล็กๆ แต่ผู้ชายต้องถึก อดทนนะคะ ฮี่ๆ) พอตกตอนห้าทุ่มสามสาวเรา ส้มโอ และปร้าฝ้ายถึงได้จังหวะเหมาะๆ ลงไปอาบน้ำ และผลัดกันสระผม(ซาลอนในป่าใหญ่) จะบอกว่าหนาวโคตรตอนลมโชย แถมเท้าก็แสบนรกตอนจุ่มลงไปในน้ำ นี่พูดเลย น้ำตาจะไหล แต่สนุกดีนะ มีหิ่งห้อยมาบินวนอยู่หนึ่งตัว ขัดสีฉวีวรรณกันเรียบร้อยก็ขึ้นมา และหาที่ตากผ้าเปียก(ขอบคุณพี่แจ๊คที่เดินมาทำราวตากผ้าให้พวกเรา) แล้วก็ไปนั่งมองลุงแขกร้องเพลง ผลัดกันร้อง ผลัดกันเล่นกับอีกหลายๆ คน สักพักพี่หมออุ๊ก็พูดถึงเท้าเราขึ้นมา ถามว่าพรุ่งนี้จะเดินไหวไหม ถ้าเดินไม่ไหวจะให้เฝ้าแค้มป์๕๕๕ (เราก็-ตายละ จะเป็นตัวถ่วงคนอื่นป่าวหว่า คือใจอ่ะ ถ้าพรุ่งนี้มันแย่ ก็จะขอนั่งเฝ้าแคมป์จริงๆ หละ แต่อีกใจคือ โห..ชีวิต เดินมาขนาดนี้ละ มันไม่สุดอ่ะ ยังไงก็จะอดทน แต่ก็รู้หละว่าพี่แกล้อเล่น ยังไงก็จะเดินๆๆๆ) แล้วพี่หมออุ๊ก็ลุกขึ้นมาขอดูเท้าที่โดนกัด เราก็เลยขออนุญาตยกเท้าให้พี่แกดู คือก็ลงมติกันว่าจะไม่ตัดหนังตรงส่วนที่พองออกมาเพราะมันจะแสบมาก กลายเป็นแผลเปิด เดินลำบาก ส่วนแผลที่ถลอกจนหนังหายไปก็ใส่การ์ซิดีนเปลือกมังคุดไว้(ตอนทำแผลแอบรองโอดโอยเพราะแสบ แล้วก็พูดขึ้นว่าตัดเท้าหนูทิ้งเถอะ ลุงแขกเลยจะลุกมาตัดเท้าให้จริงๆ เลยรีบบอกไปว่าไม่เจ็บค่า หนูล้อเล่น๕๕) แล้วติดปาสเตอร์หนาๆ ตาม (ต้องขอบพระคุณพี่หมออุ๊มากๆ นะคะที่ช่วยดูแผล ทำแผลให้…ซึ้งง่ะ) พร้อมทานยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวดกันไว้ ส่วนขานี่ก็กลัวเป็นตะคริวพ่นยาแก้ปวดไว้ชุ่มเลย พอทานยาเข้าไปเท่านั้นหละ สักเที่ยงคืนนิดๆ ก็ไม่ไหวจะนั่งเล่นละ เสียงเพลงจากรอบกองไฟที่มีหลายๆ คนมานั่งล้อมรอบคอยขับกล่อมให้เป็นอย่างดี เสียงเพลงในป่าหนะ มันไพเราะจริงๆ นะ ผสมกับเสียงลมหวีดพัด อากาศที่เย็นสบาย (นึกถึงนวนิยายล่องไพรของน้อย อินทนนท์ที่ชอบอ่านจริงๆ ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะได้มีฟิลลิ่งแบบมาบุกป่าฝ่าดง นั่งรอบกองไฟ แบบนี้เลย๕๕) ขอตัวนอนก่อนละกันนะ พรุ่งนี้ค่อยมาสู้กับรองเท้ากัดใหม่IMG_6076๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ตื่นแต่เช้าเพราะเสียงหม้อสนามกระทบกัน ตื่นมาก็ลงไปล้างหน้า แปรงฟันที่ลำธาร ไม่อาบน้ำ บอกเลย เดี๋ยวก็เหงื่อแตก๕๕ ใครๆ เขาก็ทำกันค่ะ ส่วนเท้ายังคงระบม เดินเป๋ๆ เหมือนคนพิการ(มันเจ็บ แถมแสบจริงๆ นะคะ บอกเลย คราวหน้าไม่เอา ไม่กัดกันละนะรองเท้าจ๋า) หลังจากหุงหาอาหารเช้ากันเสร็จ ก็ทอดปลา ทอดหอยหวาน เอาอาหารแห้ง ปลากระป๋อง ของเบาๆ ไปทานกันระหว่างทาง โชคดีที่วันนี้เราเดินป่าโดยไม่ต้องแบกเป้ใบใหญ่ไป ผลัดเป็นเป้ใบเล็กๆ (ให้ผู้ชายถึกๆ ช่วยกันสะพายขึ้นแทน) เป้ใบใหญ่ๆ และเครื่องครัวบางส่วนเราจะทำการกองรวมกันไว้ แล้วใช้ผ้าใบรองนอนห่อไว้ ให้มิดชิด กันฝนตก กันสัตว์ป่ามารื้อค้นส่วนเท้าเรานี่ก็จัดการโดยเอาผ้าอนามัย ๒-๓ แผ่นพันรอบเท้าค่ะ และอีก ๑ แผ่น วางที่พื้นรองเท้า ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น(ลองเดินIMG_6108ละ โอเค..เจ็บแต่ทนได้ หนูจะไม่เฝ้าแค้มป์๕๕) ก่อนเดินทางเราก็มีประชุมเล็กๆ กัน (ก่อนประชุม พี่หมออุ๊ก็เต้นปอมๆ เชียร์ ให้น้องๆ ยืนฮากัน โอย..นานๆ ทีจะเห็นพี่หมอแกรั่ว ๕๕๕ ให้ตายเถอะ!) โดยเราจะแบ่งกันเดินเป็นสามทีมหลักๆ ทีมแรกคือทีมบุกป่า หาทางค่ะ ว่าทางไหนขึ้นง่าย ทางไหนไปแล้วหลง(พิมพ์คำว่าหลงละน้ำตาจิไหล-เดี๋ยวค่อยว่ากัน) ฟันต้นไม้ที่ขวางทางออก เคลียร์ทาง ตามติดด้วยทีมย่อยที่จะคอยฟังว่าจะให้ลูกทีมเดินไปทางไหน ได้รับการยืนยันแล้วก็ให้พาลูกทีมเดินตามได้ ปิดท้ายด้วยพี่หมออุ๊ คิงและน้องไปป์(ที่ตอนหลังเดินมาเป็นลูกทีมแบบมึนๆ ๕๕) คอยใช้เชือกฟางสีแดงผูกเป็นโบว์ทำเครื่องหมายไว้เวลาเดินกลับแค้มป์ เราจะได้เดินกลับกันถูก ทางเดินขึ้นเขาแหลมช่วงแรกๆ ไม่ได้ลำบากมากมาย IMG_6103เราหยุดพักกันเป็นระยะๆ ตลอดสองข้างทางพบพืชพรรณและดอกไม้มากมาย บ้างทราบชื่อ บ้างไม่ทราบชื่อ แต่ที่พบเยอะก็คงจะเป็นต้นกำลังเลือดม้า(บางคนเรียกมะม่วงเลือด)ใบคล้ายใบมะม่วง แต่พอฟันไปโดนเนื้อไม้ ก็จะมีน้ำยางสีแดงคล้ายเลือดสดๆไหลออกมา นิยมใช้เปลือกต้นมาต้มหรือดองเหล้า บำรุงกำลัง บำรุงเลือดแล้วก็พบเจ้าเห็ดร่มทั้งสีขาว และสีส้ม(สวยมากๆ) เจอกล้วยไม้ป่า เจอตั๊กแตน เจอผีเสื้อ เจอแมงมุมแปลกๆ เต็มไปหมด แถมเจอรอยบนต้นไม้ที่ช้างเอาสีข้างไปถู รอยเล็บ รอยเท้าสัตว์(ไม่รู้สัตว์อะไร..บางทีก็นะ๕๕ รึรอยเท้าคนข้างหน้า?) เจอโป่งเล็ก ขี้ช้างก็ยังเจอ เอ้า..เชื่อสิ แบบนี้หนะมันหาไม่ได้ในเมือง !!! ต้องเข้าป่านะจ๊ะสิบอกให้
IMG_6164พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ขึ้นๆ ลงๆ ข้ามเขาไปแล้วไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก เดินเลียบสันเขาบ้าง ปีนมันขึ้นไปบ้าง ตอนแรกก็ไม่เป็นไรหรอก ยังฟิต พอตกเที่ยง ข้าวยังไม่ตกถึงท้อง เพราะยังเดินไปไม่ถึงดงบอนตรงตะพักเขาแหลม ขาเริ่มจะล้า(ท่าจะหมดฤทธิ์ยาที่พ่นไว้เมื่อเช้า) ก็เลยคว้าเอาต้นเร่ว ต้นใหญ่ๆ (รึเปล่า?) ข้างทางที่โดนฟันทิ้งมาเป็นไม้เท้าช่วยค้ำยัน แต่ก็มีคนบ่นว่า ทำไมไม่หาที่แข็งแรงกว่านี้ เดี๋ยวยันไประวังมันหักนะ (เอิ่ม..นี่จะด่าเราว่าอ้วนช่ะ) แล้วเราก็เดินไป เกรียนไปเรื่อยๆ เมื่อแผลที่เท้าเริ่มเจ็บจนด้าน จนชิน จนชา งานมโน งานฮาเลยเริ่มมา มีช่วงหนึ่งก็บ่นไปว่า “เฮ้อ..เหนื่อยอ่ะ เมื่อคืนเราก็บอกกับเอ็ดเวิร์ด (พระเองในหนัง Vampire Twilight) แล้วนะว่าอย่าดูดเลือดมาก เพลียเลย๕๕๕” พอเดินไปสักระยะ โต๋รึก็อตเนี่ยแหละก็หันมาบอกว่า “อ่ะ นี่ไม้เท้าใหม่ เอ็ดเวิร์ดส่งมาให้” เราก็ขำ เอิ่ม…ไม่รู้แน่ชัดว่าใครคือเอ็ดเวิร์ด แต่ขอบใจมากเน้อ ไม้เท้าใหม่แข็งแรงดี ช่วยได้เยอะเลยหละ(ขออภัยปร้าฝ้ายที่เดินอยู่ข้างหลัง และส้มโอที่เดินอยู่ข้างหน้า ที่โดนไม้เท้าอ่อน และไม้เท้าแข็งทั้งขวาง ทั้งสะกิด ทั้งฟาดไปหลายเพลา ฮ่าๆ โซซอรี่) ในที่สุดตอนบ่ายๆ เราก็เดินมาถึงตะพักเขาแหลม เราก็รีบเลยค่ะจัดแจงปูผ้า หาฟืน ก่อไฟ(ต้มกาแฟ) แกะข้าว เรียงกับข้าว และลงมือทานกัน อย่างหิวโหย
IMG_5811เสร็จสิ้นภารกิจต่างๆ ก็ถึงเพลาเดินขึ้นยอดเขาแหลมจริงๆ จังๆ กันสักที ต้องบอกเลยว่าทางที่เดินมา ไม่โหด ไม่ชันเท่าสมอปูน แต่ไกลนรก = =’ แต่อีกที ทางข้างหน้าเราต่อไปนี้นี่ชันเอาเรื่อง(ชันมาก) คือจำได้ว่า ขอบทางด้านขวามือนี่ปีนไปเรื่อยๆ คือเหว คือยอดไม้ มองออกไปลิบๆ นั้นไซร้ คือยอดเขาอื่นๆ (คิดในใจ อืมม์..สูงใช้ได้ อันตรายดี ลื่นไปทางขวานี่ ไม่ต้องสืบหาให้เหนื่อยเลยค่ะ) อากาศก็เริ่มเย็นขึ้น เราปีนขึ้นไปเรื่อยๆ แบบนั้นอยู่ ๒-๓ ชั่วโมงได้ ก็มาถึงเชิงเขาอันหนึ่งก่อนถึงเขาแหลม(ตอนแรกดีใจนึกว่าถึงแล้ว) ก็นั่งพักกันท่าม กลางดงต้นไม้ ถ่ายรูปกันเล็กน้อย ลมเย็นๆ สบายสุดๆ แป๊บเดียวเราก็เคลื่อนตัวต่อครานี้ ไม่รู้ยังไง..หลุดมาเดินตามพี่นิม และพี่แขก มีก็อตตามมา (ปร้าฝ้ายหาย T^T) ตอนแรกมีประมาณสี่คนที่ขึ้นIMG_6232มาถึงเชิงเขานี้ เราก็ถ่ายยรูปพอเป็นพิธี แล้วก็จะเดินต่อ หันไปคือเราก็เห็นลุงแขกเดินแยกไปทางขวามือ(มียอดเขาแหลมที่เราต้องปีนขึ้นไปกั้นกลาง) แต่พี่นิมบอก ปกติไปทางซ้าย เราก็ยืนงงๆ กันสักพัก พี่อั๋นกับพี่ตุ๊กตาก็ตามขึ้นมา ก็บอกไปซ้ายอีก เราก็งง อ้าว..ยังไงคะแล้วพี่นิมก็หันมาบอกว่า สงสัยลุงแขกจะเข้าห้องน้ำ๕๕ เราก็เลยเดินแยกไปทางซ้ายตามปกติ(ยังดีนะไม่เดินตามแกไป) ตอนนั้นมีพี่อั๋นเดินนำ ตามด้วยพี่ตุ๊กตา พี่นิม จูน แล้วก็พี่หวาน(ตามมาตอนไหนไม่รู้ ฮ่าๆ ตามมาสอบพืชป่าอีกอ่ะT^T) ปิดท้ายด้วยก็อต เดินเลียบไปทางขอบข้างๆ เขา (คือไม่รู้จะเรียกอะไรดี คือข้างซ้ายเป็นเหว..อะนะ) ปีนขึ้นไปอีกเสต็ป พี่นิมก็หยุดยืนแล้วชี้IMG_6252ให้พวกเราดูวิวด้านล่างที่โคตรจะไกลว่า เห็นเจดีย์ขาวๆ องค์ใหญ่ กับเล็กนั่นไหม นั่นแหล่ะที่เราเริ่มเดิน (โอโห!..พ่อแก้วแม่แก้วคะ ลูกมาไกลแล้วจริงๆ สุดลูกหูลูกตาเลยค่ะ ไม่อยากเชื่อว่าชีวิตนี้จะมาไกลขนาดนี้ น้ำตาจะไหล เจ็บแผลที่เท้าแปล๊บๆ๕๕) พอเดินไปอีกแป๊บเดียว พี่นิม ก็ตะโกนขึ้นมาว่านกเงือกๆ เราก็รีบวิ่งไปดู โห! ตัวอย่างใหญ่ บินมาเป็นคู่ๆ สี่ตัว ณ ผืนป่าด้านล่างพวกเรา พี่หวานวิ่งตามมาถามว่าไหนๆ แล้วก็รีบถ่ายภาพมาไว้ให้ทุกคนได้ดูกัน (ความรู้สึกตอนนั้นคือ โคตรคุ้มเลยว่ะ ที่มาเดินทริปนี้ คือภาพมันสวยติดตาจริงๆนะ) ไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่เดินรั้งท้ายมาทางด้านหลังจะได้เห็นรึปล่าว ถ้าได้เห็นเหมือนกันก็ดีหนะสิ ประทับใจจริงๆ นะ แล้วเราก็หยุดความประทับใจไว้ก่อน เมื่อเราเดินต่อ พี่อั๋นกับพี่ตุ๊กตาก็ปีนไปตามสันทางขวามือ แต่มันมีดงหนาม พี่นิมเลยหันมาบอก นี่ไปทางนี้ดีกว่าตรงลงไป แล้วค่อยขึ้น เดินไปสักพักพี่แกก็หันไปตะโกนบอกพี่อั๋นและคนอื่นๆ ว่า “ไปทางอั๋นหละ ทางนี้ขึ้นลำบาก” เอิ่ม..นี่เท้าก็แหก ยังจะพาน้องมาแกล้งIMG_6321อีกนะคะ แหม่ จนปีนมาถึงจุดไคลแม็กซ์ เราจำได้ว่าภาพช่องหินข้างหน้านี้คือรูปที่อาจารย์นพได้ขึ้นเป็นรูปโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คคืนก่อนที่เราจะเดินทางมากัน(ท่านมาหา มาพูดคุยกับพวกเราที่บ้านลุงแขก แล้วก็มาบอกว่าทริปนี้คงไปด้วยไม่ได้ มีอาการปวดเข่า แอบเสียใจเบาๆ) ณ จุดๆ นั้น หัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น รู้เลยว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่เราอดทนเดินมาสองวันเต็มๆ แล้ว ช่องมันค่อนข้างแคบมาก ชันมาก สองข้างเป็นหินที่มีตะไคร่น้ำ และมอส เจริญเติบโตอยู่ พี่อั๋นปีนนำพวกเราขึ้นไปคนแรก ไปคอยรับพี่ตุ๊กตาที่ปีนตามไปคนที่สอง และจูนก็รีบตามขึ้นไป ภาพแรกหลังจากที่โดนดึงแขนให้พ้นไปจากช่องหินแคบๆ นั้นคือ ภาพของทุ่งดอกไม้สีม่วงละลานตา(ไม่แน่ใจว่าใช่ดอกสาบแร้งสาบกาไหม ลักษณะคล้ายๆ แต่ใหญ่กว่า) เต็มบนยอดเขาแหลมเลยค่ะ เหมือนหลุดขึ้นมาอีกโลกหนึ่ง(คงจำติดตาไปตลอดชีวิต) มันสวยมากๆ สวยจริงๆ ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองนะทริปนี้ถึงจะเข้าใจฟิว หลังจากนั้นก็เลยเดินไปตรงหน้าผา ที่มีแผ่นหินยื่นออกไป สิ่งแรกที่เห็นคือก้อนเมฆ ไม่เห็นยอดเขาอื่นๆ ไม่เห็นสีอื่นนอกจากสีขาว จนสักพักเมฆก็เริ่มลอยตัวมากระทบกับตัวเรา แล้วก็เปิดให้เห็นยอดเขาอื่นๆ ที่ลดหลั่นความสูงต่างกันไป ด้านล่างเห็นผืนป่ากว้างใหญ่มากๆ เห็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่(คือลองมองดีๆ แล้ว มันเป็นรูปหัวใจด้วยนะ ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตเหมือนเราหรือปล่าว) หลังจากนั้นลุงแขก และเพื่อนคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทยอยตามกันขึ้นมา เราก็เลยถอยหลังมานั่งอยู่หลังแผ่นหินนั่น จำได้ว่าตัวเองนั่งมองภาพๆ นั้นอยู่นานมากๆ (ถ้ามดตะนอยไม่ต่อยก้นเอาซะก่อน ๕๕) คิดว่า โชคดีแค่ไหนที่ได้มาทริปนี้ แล้วอีกนานแค่ไหนจะได้มาเห็นภาพแบบนี้อีก ป่าจะอยู่รอฉันแบบนี้อีกไหม หรือฉันจะมีกำลัง หรือมีโอกาสขึ้นมาบนนี้อีกหรือปล่าว อะไรก็ไม่แน่นอนจริงไหม? IMG_6336เรานั่งนิ่งๆ กันอยู่แบบนั้น นั่งให้ลมโชยประทะกับลำตัว พัดพาความทุกข์ ความเหนื่อย ความเบื่อต่อโลกอันวุ่นวายออกไปจากตัวเรา แล้วก็เก็บภาพเป็นที่ระลึก แทนส่วนหนึ่งของความทรงจำ… ความรู้สึกนึกคิดของเราอาจจะสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ช่วงเกือบๆ ห้าโมงเย็น เราก็ต้องโบกมือลายอดเขาแหลมแห่งนี้ เพราะอากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ (เสื้อกันหนาวเริ่มไม่ช่วยอะไร) พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงมา เราค่อยๆ เดินลงมา จนมาถึงสันเขาที่ตอนแรกขึ้นมาแล้วคิดว่าคือIMG_6399ยอดเขาแหลม ฟ้าก็เริ่มมืด ดังนั้นเราเลยเตรียมไฟฉายเล็กๆ แต่สว่างมากๆ ออกมาถือไว้ จัดแถวเรียงหนึ่ง ให้คอยเดินตามคนข้างหน้า และคอยมองคนข้างหลังอย่าให้ขาดช่วงกันเด็ดขาด เพราะป่าที่นี่มืดมาก หลงกันได้ง่ายๆ และทางที่เราจะต้องลงไปนี้ มันคือหน้าผา ข้างๆ เราคือหุบเหว คือยอดไม้ เราต้องระวังกันให้มากๆ โดยมีลุงแขกเป็นคนนำทาง ตามด้วยพี่นิม ตัวจูน ปร้าฝ้าย และเพื่อนคนอื่นๆ มีผู้ชายแทรกกลางเป็นช่วงๆ ปิดท้ายด้วยพวกพี่เฟิร์นและคิง (คือจะบอกว่าจะเดินกันเร็วไปไหนคะ ขนาดคนเท้าแหก ยังต้องลืมเรื่องเจ็บเท้าแล้ววิ่งป่าตามอ่ะค่ะ แต่ด้วยความที่เคยเดินกลางคืนตอนสมอปูนเลยไม่เป็นปัญหา เท้าแหกก็ทนๆ เอา ๕๕ วิ่งตามลูกเดียว จนบางที่หันไปก็เกือบจะทำปร้าฝ้ายหายเหมือนกัน) แบบเดินไปเรื่อยๆ IMG_6295บางช่วงก็จะมีคนตะโกนมาว่าไม่ทันบ้าง ทันแล้วเดินต่อเลย เป็นระยะๆ จนลงมาถึงดงบอน ที่ตะพักเขาแหลม(ที่ๆเราแวะทานข้าวกันเมื่อตอนกลางวัน) ก็แวะทานข้าวเติมพลังกันสักพัก จุดไฟต้มกาแฟ โอวัลตินร้อนๆ (ฟินมากๆ พูดเลย) ตอนกางผ้าปูออกลุงแขกก็บอกว่าให้ระวังพวกสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์มีพิษด้วย สะบัดๆ ระวัง เราก็สะบัดกางออกมา นั่งฉายไฟออกนอกผ้าปู ก็ไปเจอกับลูกตะขาบตัวเล็กๆ ก็ร้องเฮ้ย ตะขาบๆ ตกใจ ไม่กล้าฆ่า ยังดีที่พี่ทีมหันมาสังหารมันพอดี(รอดไป) ฮ่าๆ พอเสร็จกิจ อิ่มกันพอเป็นพิธีละ ก็ต้องเดินต่อ ก่อนเดินก็หันไปก็เจอกระเป๋าใบเล็กๆ ที่ไม่มีใครสะพาย เราก็เลยเอาใส่พวกขวดน้ำ ของจิปาถะ ผ้าปู เชือกฟาง(ของเบาๆ) แล้วก็เปลี่ยนกันสะพายกับปร้าฝ้ายตลอดทาง เราตั้งแถวเดินไปแบบเดิม แต่ในขณะที่กำลังเดินลงจากดงบอน มันก็มีเนินชันๆ เนินหนึ่ง และแล้วเรื่องหลอนๆ ก็เกิดขึ้นที่ตรงนี้แหละ ว่ามาจะกล่าวบทไป เรื่องราวมีอยู่ว่า อันตัวเราไม่ได้เจอน้องชฎาหน้าขาวอย่างที่กลัวไว้แต่อย่างใด T^T แต่ขณะที่เรากำลังฉายไฟตามพี่นิมอยู่นั้น ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง ใกล้ๆ เรานี่หละ น่าจะอยู่แถวๆ หลังโต๋ตะโกนขึ้นมาว่า“รอด้วย รอเราด้วย เราตามไม่ทัน” เราก็ไม่ได้เอะใจอันใด ตะโกนบอกพี่นิมว่า“พี่นิมรอก่อน มีคนตามไม่ทัน” แล้วเราก็หันไปดูข้างหลังว่าใคร ก็เห็นเดินกันตามมาปกติ ณ จุดๆ นั้นเริ่มรู้สึกไม่ดี แล้วก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้งหนึ่ง ชัดเจนมาก ตะโกนลงมาจากเนินนั้นว่า“รอเราด้วย เราเดินตามไม่ทัน” เราก็เลยรีบพูดขึ้นมาว่า“นี่ ไง เนี่ย ตะโกนบอกอีกแล้ว” สิ้นคำพูดเราเท่านั้นหละ เราก็หันไปมองหน้าคนอื่นๆ สี่ห้าคนหลังเรา ก็เห็นคนอื่นๆ ทำหน้าเหวอกันค่ะ หันมามองหน้าปร้าฝ้าย ปร้าฝ้ายเหวอ และสื่อกันทางสายตาได้ว่า“มันโดนอีกแล้ว”๕๕ เท่านั้นแหละ ไม่พี่แขกก็พี่นิมนี่หละ ก็พูดขึ้นมาพร้อมกันกับเราว่า“ป่ะ เดินต่อดีกว่า” เป็นอันทราบทั่วกันในหมู่เล็กๆ ว่าโดนเข้าซะแล้ว ซึ่งในภายหลังลงจากเขาแล้ว ขณะนั่งรถกลับก็มานั่งคุยกัน ย้อนมาถึงเรื่องหลอนนี้ เล่าไปเล่ามา ปรากฏว่า พี่เฟิร์น(ซึ่งเป็นคนเดินปิดท้าย) ก็เจอเช่นเดียวกัน ที่เดียวกัน แต่ของพี่แกมาเป็นท่อนจ้ะ น่าแปลกดีนะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหละ เต็มสองรูหูเลย เสียงตะโกนเย็นๆ ของผู้หญิงคนนั้นพอดีกว่าจบเรื่องหลอนIMG_4728ไว้เพียงเท่านี้(เพราะเขียนเรื่องนี้ตอนตีสองครึ่งแล้วแอบสยอง๕๕) ตลอดการเดินป่าตอนกลางคืน ช่วงไหนที่เราดับไฟฉาย หรือแสงจากไฟฉายส่องไปไม่ถึงก็จะเห็นพวกมอสเรืองแสง เห็นเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อยๆ ประปรายตามรายทาง จนเราเดินมานั่งพักกันบนจุดพักที่เป็นหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง พักได้แป๊บเดียวก็เดินต่อโดยคราวนี้เป็นพี่อั๋นกับพี่นิมเดินนำทาง และตามเดิมหญิงจูนวิ่งป่าตามค่ะ ไวกว่าตอนลุงแขกอีก แถมหลง แถมมึน แถมเดินตามคนแรก เดินตามผิดทางตลอด เดินไกลกว่าคนข้างหลังอีก T^T โถ..ชีวิต นี่หญิงจูนเท้าแหกนะคะ(บอกตรงๆ ตอนนั้นลืมความเจ็บแสบที่เท้าไปละ) จนเวลาล่วงเลยไปประมาณสี่ห้าทุ่มได้ ก็เดินมาทะลุตรงธารน้ำกว้างๆ ข้างแค้มป์ (ดีใจ ดังถูกหวยรางวันที่หนึ่ง บวกถูกแจ๊คพ็อต) มาถึงแค้มป์ ก็รีบIMG_4672ช่วยกันกางแค้มป์ออก ก่อไฟ หุงข้าว ต้มกาแฟ ทำกับข้าว (บอกเลยว่าตอนนั้นอ่ะ อยากกินมาม่าต้มมากๆๆๆๆ ไม่ได้ขี้เกียจนะคะ แต่ว่า การกินมาม่าต้มร้อนๆ ตอนอากาศหนาวๆ เหนื่อยๆ มันฟินอ่ะ) แต่บางทีคนอื่นเขาอาจจะหิวมากๆ ขนาดกินช้างทั้งตัวเลย ก็เป็นได้๕๕ แผนมาม่าต้มเลยกลายมาเป็นอาหารเต็มรูปแบบ ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่าๆ ได้มั้ง จำได้ว่าช่วยเตรียมเครื่องกับข้าวเสร็จก็ลงไปอาบน้ำ(เท้าที่แหกยังคงแสบนรกเมื่อจุ่มน้ำเช่นเคย) ขึ้นมา อัดยา..แล้วก็ไม่ไหวละ ล้มตัวลงนอนตรงข้างๆ กองข้าวสารที่เดิม ใครใคร่จะข้ามข้าไปทานข้าว ข้าไม่ถือสาจริงๆ ณ จุดๆ นั้น แล้วก็หลับยาว โบกมือลาข้าวมื้อนั้นไปโดยปริยาย …ไม่ไหวจริงๆ หลับลึกไปในช่วงไม่เกินห้านาทีเลยหละ
IMG_4678๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ตื่นขึ้นมาด้วยไข้ต่ำๆ ไม่บอกใคร ก็เดินไปล้างหน้า แปรงฟัน และไม่อาบน้ำเหมือนเคย๕๕ ถือคติเหมือนเคย ใครๆ เขาก็ทำกันหนะ ขึ้นมาแค้มป์ก็มาช่วยน้องๆ เตรียมกับข้าว แล้วก็เตรียมเก็บของ ย้ายแค้มป์ใหม่ ไปพักกันที่น้ำตกเอวาซอน เอวาซ้อน เอวาซ๊อน (ฟิลลิ่งมีความสุข เพราะหญิงจูนยังไม่รู้อนาคต) สามสาวเรา (ส้มโอ ปร้าฝ้าย จูน) ก็ใส่เสื้อกีฬาคณะกันเลยจ้ะวันนี้ เตรียมโดดน้ำตกกันเต็มที่(พูดแล้วก็สงสารตัวเอง) เก็บของ เคลียร์พื้นที่ เคลียร์ขยะกันเป็นที่เรียบร้อย(ฝากถึงนักท่องเที่ยวทั้งหลาย มาเที่ยวแล้ว ก็เก็บสิ่งปฏิกูล ขยะ ของที่นำมา ติดตัวกลับไปให้หมดด้วยนะคะ จะได้ไม่เดือดร้อนธรรมชาติ เดือดร้อนสัตว์ป่า !!!) แพ็คเท้าที่แหกเรียบร้อย สิบโมงกว่าเราก็แบ่งการเดินออกเป็นสองเส้น พวกลุงแขก IMG_4772พี่นิม และผู้ชายบางส่วนไปทางสันเขา ส่วนพวกผู้หญิงและผู้ชายอีกบางส่วนตามพี่อั๋นลงไปตามธารน้ำข้างล่างแค้มป์(ทางเดินง่ายกว่า ..เขาว่างั้น) ก็เดินกันไปจนถึงดงบอนเดิมที่วันแรกเราแวะกรอกน้ำกัน นั่นแหละค่ะ ฝนก็เริ่มตกลงมา อย่างหนัก !!! จนเราไม่สามารถเดินลงไปทางนั้นได้(ได้ข่าวว่า เดินลงไปไม่ไกลก็จะถึงเอวาซอนของพี่ละT^T) มันลื่นมาก และเสี่ยงน้ำป่าด้วย จนพวกลุงแขกลงมาสมทบกันที่นี่ ก็ตัดสินใจเดินตัดไปทางเขาด้านขวามือ เดินเรียบบนพื้นดินน่าจะดีกว่าหละมั้ง (เหรออออ?) เดินไปเรื่อยๆ จนฝนปรอยๆ และหยุดลง แต่ยังทิ้งร่องรอยความเปียกชื้นแฉะไว้รอบๆ กาย และบนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ต้องบอกว่าเดินไกลIMG_4777มากอีกแล้ว เดินๆๆๆ แล้วก็เดิน ขึ้นๆ ลงๆ ตามสันเขา ลงหุบ จนมาถึงเหมือนจะเป็นทางน้ำเก่าที่หนึ่ง และเริ่มรู้ตัวแล้วค่ะว่าน่าจะหลง เลยทางตัดลงน้ำตกแน่นอนลุงแขกกับพี่อั๋นเลยออกไปหาเส้นทาง ส่วนพวกเราก็ให้นั่งรอกันอยู่ที่นี่ ตอนแรกก็เฮฮาปาจิงโกะกันค่ะ นั่งกินโชกี้โชกี้ นั่งเม้าท์เรื่องเกรียนๆ กันไปเรื่อย แล้วพี่หมออุ๊ก็เดินมาพร้อมกับโทรศัพท์ที่มีสัญญาณโทรศัพท์เพียงเล็กน้อย สมทบกับพี่นิมพยายามจะเปิดเจ้าจีพีเอสเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เราอยู่แต่มือถือเจ้ากรรมดันแจ้งได้แค่ผลบอล เมื่อลมพัดผ่าน สัญญาณโทรศัพท์ก็หายไปหมด ๕๕๕ โถ..ชีวิต เริ่มไม่สนุกละ เวลาก็เดินไปจนบ่ายสามโมงเย็น ยุงป่าก็เริ่มมาฝนก็ทำท่าจะตกลงมาอีก ก็เลยตัดสินใจ ให้พวกผู้หญิงเดินกลับแค้มป์ โดยทิ้ง คิงคลองหก ก็อต โต๋ พี่ตาม และพี่สองเอาไว้ แถมเรายังโยนเสบียงไว้ให้ด้วยนะ มาม่า ปลากระป๋อง ของแห้ง (เบาเป้เลย ๕๕๕) กลัวเพื่อนหิว(กรรมกำลังจะตามสนอง ๕๕) แล้วเราก็เดินกลับมาเส้นทางเดิม หวังไปตั้งแค้มป์ที่เดิม แต่เดินไปได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงตะโกนของนังคิง(ขอจิกกัดหน่อย เกลียดเสียงหัวเราะสะใจที่มีให้ตอนรู้ว่าผู้หญิงเดินวน) คือแบบพวกลุงแขกกับคิงเจอกันแล้ว แล้วเราก็เดินวนตัดไปทางขวามือเล็กน้อย ก็เจอกัน แหม่..เสียงหัวIMG_4781เราะของนังคิงนี่ดังลั่นป่าเลยค่ะ(หมั่นไส้มาก-ขอบอก) เราก็ง่า..นี่เราเดินเล่นเป็นวงกลมทำไม โถ..วงเวียนชีวิตแท้ๆ หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ หลงบ้างเป็นพักๆ (เอ๊ะ ยังไง?) สุดท้ายก็มาถึงลานกว้าง ที่มีน้ำตกเล็กๆ อยู่ ลุงแขกบอกว่านี่เป็นน้ำตกใหม่ ชื่อน้ำตกสองฟุต วันนี้คงเดินไปไม่ถึงผ่าด่านช้าง ไม่ถึงน้ำตกเอวาซอน(คิดในใจ ชีวิตนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ T^T) ก็หันไปถามพี่ๆ ว่า แล้วพรุ่งนี้เดินอีกไกลไหม พวกแกก็ไซโคกันใหญ่เลยว่า ก็ไกลนะ ไม่แน่ใจ เราก็แบบ น้ำตกของพี่(เริ่มสิ้นหวังเล็กๆ) พอเดินขึ้นจากน้ำตกไปช่วยตั้งแค้มป์ ด้วยอารมณ์สิ้นหวัง ก็หันไปถามคนอื่นๆ ว่า “นี่ยังไม่ถึงน้ำตกเอวาซอนอีกเหรอ” บางคนที่รู้แล้วก็หัวเราะกันครืน.. เราก็งง  จนมีคนใจดีบอกเราว่าที่นี่   แหล่ะผาด่านช้าง นี่แหละเอวาซอน(คิดในใจ โดนต้มอีกแล้ว แค้น!!!) ยังไม่ทันที่เราจะกางแค้มป์กันเสร็จ ฝนห่าใหญ่ก็เริ่มเทลงมาจากท้องฟ้า ฟ้าก็เริ่มมืดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ผู้ชายก็รีบหาฟืนก่อไฟกันยกใหญ่ ส่วนพวกเราก็ช่วยกันยกขอบผ้าปูแค้มป์ขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำไหลลงแค้มป์ ไม่งั้นกระเป๋าจะเปียก เราจะนอนกันไม่ได้ แล้วก็หันมาช่วยกันเตรียมอาหารค่ำ ซึ่งมื้อนี้ก็มีน้ำพริกโจรอีกแล้วจ้า(ฮ่าๆๆๆ หญิงจูนเริ่มสนุกกับการล้างผลาญกะปิ) แต่ครานี้พี่นิมสอนIMG_4782ให้บดกุ้งแห้งลงไปด้วย ก็เวิร์คไปอีกแบบ ระหว่างนั่งเตรียมอาหารก็นั่งเล่นกับพวกก็อตโต๋ และพี่หวาน นั่งเล่นพัดกันไปมาให้หนาวเล่น(โถ..ชีวิต โตกันละนะคะ) ระหว่างนั่งเล่น พี่สองก็เดินมาเสิร์ฟรีเจนซี่คนละฝา ไอ้เราก็อยากลองอ่ะ เลยขอดื่มเล่นไปฝาหนึ่ง อื้อ..หืม ร้อน เผาคอกว่าพวกว้อดก้า(Absolute)ที่เคยกินอีกนะ พอละ..ไม่อร่อยเลย แล้วกับข้าวก็เสร็จพอดี กินกันอิ่มหนำสำราญ ก็มานั่งรอบกองไฟกัน ตอนแรกก็นั่งหนาวๆ อยู่ตรงพวกกระเป๋าเป้ จนน้องใหม่บอกว่าเราหายใจแรงมาก ให้ไปนั่งตรงขอนไม้ใกล้กองไฟเถอะ นั่งไปสักพักก็หายหนาว เหมือนไฟจะไหม้กางเกงด้วย(ร้อนไปป่ะ) เราเพิ่งรู้ว่า การที่เราอยู่ในป่าตอนฝนตกหนักตลอดทั้งคืน มันหนาวมากขนาดนี้ หนาวจริงๆ นะ หนาวขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีไฟนี่ เราอาจจะหนาวตายก็ได้ พอตกดึก ไม่มีอะไรทำ ก็นั่งร้องเพลง โดยพี่คิงคลองหกเป็นผู้ร้อง เรากับปร้าฝ้าย นั่งเคาะจังหวะ และรีเควสต์เพลง อย่างที่ทุกคนทราบ นังคิงไม่เคยร้องจบสักเพลง เสียงเพี้ยน ไม่ตรงจังหวะ(ขนาดเคาะจังหวะให้) เกรียนไปเรื่อย๕๕ แต่ก็มีอะไรสนุกๆ ฆ่าเวลาดี นั่งไปสักพักก็อยากกินถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่กะทิขึ้นมา ครึครึ ก็เลยเอาถั่วเขียวครึ่งกิโลไปแช่น้ำทิ้งไว้ ในระหว่างนั่งรอก็เหมือนจะง่วง ก็เหมือนจะทนไม่ไหว ฮ่าๆ หลายๆ คนเริ่มเข้าสู่นิทรากันแล้ว(คืนนี้ส่วนใหญ่เรานอนรวมกันในแค้มป์ เพราะฝนไม่หยุดตกสักที) ด้วยพิษของความง่วง ก็เลยค้นถุงนอนออกมาจากเป้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างกองไฟ(กะไว้ว่าแค่พักสายตา ยันเช้าเลยค่ะ ฮ่าๆ) บนหัวนอนเป็นเท้าของอาจารย์จิม ก่อนนอนเราก็บอก“อาจารย์คะหนูนอนอยู่ตรงเท้าอาจารย์นะคะ อย่าเอาเท้ามาฟาดหน้าหนูนะคะ T^T” (สรุปคือ เราเองที่หันไปนอนกอดเท้าอาจารย์จิมค่ะ) ส่วนนังคิงก็นั่งสัปหงกอยู่ตรงเท้าเราอีกที ตอนเช้าเห็นมีคนบอกว่ามันนอนหนุนเท้าเรา ฮ่าๆ (หอมไหม เท้าเน่าด้วยตอนนั้นอ่ะ ไม่แกะปลาสเตอร์ออกมาสองวันละ) ส่วนถั่วเขียวของเราก็เกือบเป็นหมันนะ ถ้าไม่มีน้องติ๋วลุกขึ้นมาต้มให้ ปานนี้ตื่นมาตอนเช้าคงได้กินผัดถั่วงอกแทน ฮ่าๆ (ขอบคุณนะคะ ตอนเช้าพวกพี่ตื่นมา ใส่น้ำตาลต้ม และราดกะทิ กินกันเรียบร้อยละ) ถือว่าถั่วเขียวต้มน้ำตาลราดกะทิสำเร็จนะคะ ครึครึ (ดีกว่า ต้มมันฝรั่งน้ำขิงของใครบางคน ได้ข่าวว่าเป็นหมันไป ฮ่าๆ ถุงขิงและมันฝรั่ง แขวนเดียวดายอยู่บนหลังคาแค้มป์) เนื่องจากฝนตกหนักคืนนี้เราเลยนอนชุดเดิมที่อึนๆ นิดหน่อย แถมไม่ได้อาบน้ำ โถ..เอวาซอนของพี่ !!!
IMG_4798๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ตื่นขึ้นมาเพราะอากาศหนาวๆ ตอนเกือบจะเจ็ดโมงเช้า ก็เห็นน้องติ๋วนอนอยู่ข้างๆ แทนปร้าฝ้าย ก็เลยพยายามปลุกน้องให้ขึ้นมานอนแทนที่เรา แล้วก็ลุกไปช่วยพี่มอร์ ปร้าฝ้าย และพี่หวานที่กำลังง่วนกันทำกับข้าว พี่หมออุ๊ที่ง่วนกับการชงกาแฟยามเช้า ได้ข่าวจากปร้าฝ้ายว่าน้องๆ เพิ่งล้มตัวลงนอนเมื่อใกล้สว่างนี้เอง เราก็เลยช่วยกันทำอาหารบางส่วนแทนน้อง เรากับส้มโอก็นั่งทอดหอยหวาน ทอดปลา ทอดกุนเชียงไว้ยำ ส่วนปร้าฝ้ายกับพี่มอร์ ก็ง่วนอยู่กับการปรุงรสต้มยำ แล้วก็หั่นผัก หั่นเครื่องยำเตรียมพร้อมไว้ เผื่อใกล้เวลาอาหารค่อยมาช่วยกันผัดผักและยำกุนเชียงอีกที(กับข้าวจะได้ไม่อืด และเย็นชืดให้เสียรสชาติ) ใช้เวลาสั้นๆ แป๊บเดียวก็จะได้ทานกัน เพราะคิดว่าแต่ละคนกว่าจะตื่นคงอีกนาน เพราะการIMG_6535เดินป่าเมื่อวาน หนักหนาเอาเรื่องเลยทีเดียว ระหว่างทำกับข้าว โต๋ก็วิ่งกลับมาจากป่าทางด้านล่างแค้มป์ เราก็สงสัยในใจ(ไปเข้ แน่ๆ เลย ๕๕) แต่โต๋กลับมาพร้อมแท็ปเล็ตในมือ แอบไปถ่ายรูปวิวน้ำตก ที่มีหมอก และหุบป่าเขียวอยู่ด้านล่างให้พวกเราดู เราก็อืม..เดี๋ยวเตรียมเครื่องอาบน้ำ(เมื่อคืนไม่ได้อาบ ฮ่า) ไปขัดสีฉวีวรรณตามภาษาสาวๆ ดีกว่า พอจัดแจงกับข้าวเสร็จพี่มอร์ก็หายไปอาบน้ำที่เอวาซอนคนเดียวอยู่สี่สิบนาทีได้ ในระหว่างที่รอ ด้วยความหิวโหยก็นั่งซัดถั่วเขียวต้มน้ำตาลราดกะทิกัน(อร่อยนะเออ) ซัดไปซัดมา หันมาอีกที ถั่วเขียวก็ได้หายไปจนหมดหม้อสนามแล้ว พอพี่มอร์เดินกลับมา พี่หวานกับพี่หมออุ๊ก็ให้พี่IMG_6597มอร์พาพวกเราเดินลงไปยังน้ำตกเอวาซอนเบื้องล่าง เราเดินตามน้ำตกไปเรื่อยๆ สักพักก็เจอจุดเก๋ๆ ที่เป็นธารน้ำตกขนาดใหญ่ไหลผ่าน มีหินเป็นชั้นๆ   ลดหลั่นลงมาให้พวกเราสามสาว(ส้มโอ ปร้าฝ้าย จูน)ได้นั่งอาบกัน จัดการเปลื้องผ้า พันผ้าถุง แล้วลงสู่น้ำตก โอยยยย!..น้ำเย็นมากๆ แต่ชื่นใจ แปรงฟัน ล้างหน้า และผลัดกันสระผมอยู่สักพัก ก็นั่งเล่นน้ำตกกันต่ออยู่นานชั่วโมงกว่าๆ ส่วนพี่มอร์ก็เดินไปรับลม ชมวิว อยู่ที่ลานหินด้านล่าง ซึ่งขณะที่เรานั่งเล่นน้ำตกกัน ด้านหน้าของพวกเราจะเป็นภาพของ หุบเขาลึกขนาดใหญ่ ที่มีต้นไม้เขียวขจีปกคลุมไปทั่วทั้งหุบ มีเมฆหมอกจำนวนมาก และลอยผ่านมาทางพวกเราเป็นระยะ(โอยยยย..น้ำตกใดเล่า จะสวยเท่าเอวาซอน) เป็นการเล่นน้ำตกที่ฟินระดับชาติ(คิดถึงเดียร์เลย IMG_6611อยากให้มันมาด้วยกัน มาเห็นภาพสวยๆ มาเล่นน้ำสนุกๆ ชื่นใจ ด้วยกัน) ขณะเล่นน้ำก็มีเสียงพี่มอร์พูดคุยขึ้นมาว่า “ถ้าเมื่อวานเราไม่หลงทางกันนะ มาถึงที่นี่ไวกว่านี้ ตอนเย็นๆ วิวหุบเขาด้านล่างเรานี้ จะได้เห็นฝูงนกเงือกกัน”(เป็นเรื่องน่าเสียดายเล็กน้อย) ทำไงได้ ถ้าไม่หลงทาง..ทริปนี้ก็ไม่โหด-มันส์-ฮาขนาดนี้หรอก ฮ่าๆ เล่นกันจนเกือบสิบโมงเช้า พี่มอร์ก็เดินขึ้นมานั่งรอที่ลานหินเหนือพวกเรา ขณะเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน พี่มอร์ก็หันมาตะโกนบอก “สาวๆ ไวหน่อย หนุ่มๆ รอต่อคิวมาเล่นน้ำ เห็นนั่งรอกันบริเวณน้ำตกหน้าแค้มป์” เราก็เอ้ยยยย..ใจเย็นนะ อย่าเดินมา เดี๋ยวช็อคกัน ฮ่าๆ เราด้วยความที่เท้าแหก การเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เลยทุลักทุเลหน่อย สองสาวนั่นเปลี่ยนกันไวมาก เราก็อืม..ใจเย็นๆ นะคะ พอเปลี่ยนเสร็จ 20140714_071837ปรากฏว่า กางเกงเหลือแต่กางเกงบอลขาสั้น ไอ้พวกนี้ก็ห่วงกันว่าเราจะสร้างบาดแผลให้ร่างกายเพิ่มอีก ส้มโอก็เลยให้ยืมกางเกงยีนส์มาใส่ ด้วยความที่เก็บผ้าถุงมัดปากใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว ก็เลยใช้ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ของส้มโอบังข้างหลังเราเอาไว้ ระหว่างเราเปลี่ยนกางเกง ไอ้เราก็เย็นๆ ก้น เลยหันกลับไป เฮ้ยยยย..นี่บังกันยังไง ลมพัด กระพือผ้าเปิดหมดแล้ว ใครเห็นก้นเรารึปล่าวฟระ(น้ำตาจะไหล T^T) พอเปลี่ยนผ้ากันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินกลับมาแค้มป์ ผลัดให้คนอื่นๆ ลงไปชุ่มฉ่ำ และดื่มด่ำกับน้ำตกเอวาซอนกัน เวลาร่วงเลยมาจนเกือบเที่ยง เราก็ช่วยกันขุดหลุมฝังขยะ เคลียร์พื้นที่ และเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับกัน ก่อนกลับ ก็ไปรวมถ่ายรูปหมู่กันที่น้ำตกกันIMG_4809เล็กน้อย จึงเดินทางกลับ เส้นทางเดิมที่เราเดินมา ขากลับนี่ไม่โหดเท่าไหร่ เพราะขาที่เดินเขา มีแต่ขึ้นเนินๆ พอขากลับก็เลยเดินลงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายนะคะ หลังจากที่น้องกลุ่มหลังสไลด์ลงเนินมาหนึ่งคน ก็มาถึงคิวจูนสไลด์ และตามติดๆ มาด้วยพี่ตุ๊กตา ฮ่าๆ (เล่นเอาหน้าแข้งข้างซ้าย ปูดเป็นลูกมะกรูดกันเลยทีเดียว) คิดว่าจะไม่เก็บสแปร์แล้วนะทริปนี้ มาตายตอนจบจริงๆ ก่อนถึงจุดเริ่มต้น เราก็มานั่งพักกันที่มอมะกอกกัน นั่งคุยเฮฮาจิปาถะ พี่ตุ๊กตาที่นั่งข้างๆ ก็หยิบเจ้าขนมM&M มาแบ่งกันกิน วนไปหนึ่งรอบกลับมาที่เรา ก็เหลือแค่ขนมเม็ดเดียว เราก็ส่งคืนให้พี่ตุ๊กตา พร้อมกับพูดว่า“อ่ะ..พี่ตุ๊กตา ชิ้นสุดท้าย แฟนหล่อฮ่าๆ” พี่ตุ๊กตาก็รับไปกิน..แล้วก็ฮา ทำท่าเบะปากพร้อมพูดขึ้นว่า“สงสัยคงไม่ใช่คนนี้แล้วหละ หล่อหนะ” เราก็นั่งหัวเราะ จนพี่อั๋นเดินมาเลยแกล้งฟ้องแกเล่น เชื่อไหม แกทำท่าเบะปากกลับท่าเดียวกับที่พี่ตุ๊กตาทำเลย (ฮ่าๆ คู่นี้โคตรน่ารักเลย)
IMG_4915เราเดินลงมาจากมอมะกอก ด้วยความชิว ชิวมาก พูดเลย เพราะไม่มีทางชันๆ ให้ปีนแล้วนี่(ผู้หญิงที่ยังไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า) จนมาใกล้ถึงวัดนี่หละ อื้อหืม..เจอพี่อ๋อขับรถกระบะเข้ามา บอกว่าใครไม่ไหวให้โยนกระเป๋าขึ้นท้ายรถ แล้วจะไปกับแกก็ได้นะ(ณ จุดๆ นั้นนะ-สารภาพ อยากจะโยนกระเป๋า แล้วขึ้นไปบนนั้นจริงๆ แต่อีกความคิดหนึ่งมันรั้งเราไว้ว่า อีกนิดเดียวน่า มันต้องให้สุด จบทริปจริงๆ) ก็กลั้นใจเดินหน้าต่อไป ก็มีท่านผู้ว่าการรถไฟ(น้องกันต์)วิ่งมารับพวกเรา ขณะนั้นก็เดินแล้วเงยหน้ามองทาง เกิดความสงสัยขึ้นมาทันใด “นี่มันเนินอะไรวะเนี่ย ทำไมมันชัน และไกลมากกกกกก”(ตอนขามาเดินชิวไง ไม่ได้สังเกต) ตายๆ ตายแน่ๆ ชีวิตลูก..หาไม่ตรงเนินนี้หละ(เพิ่งรู้ว่าเป็นเนินที่พี่ๆ เขาร่ำลือกันว่า มันเป็นจุดพีคสุดท้ายของทริป) จากขาที่แทบจะหลุดออก จากเท้าที่แหกและเปื่อยเน่า ฆ่าฉันเลยดีกว่า ขอตั้งชื่อเนินนี้ว่า “มอนรกแตก” บอกเลย-จะIMG_4974ขาดใจตายยิ่งกว่ามอขี้แตก เพราะร่างกายเรามันสะบักสะบอมมามากละ พีคสุดๆ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เดินอย่างเดียว ค่อยๆ เดินขึ้นไป หยุดพักหายใจบ้างเล็กน้อย(ตอนนั้น เหงื่อแตก หน้าจะมืด หายใจทางปากเป็นที่เรียบร้อย) จนผ่านมันมาได้สำเร็จ โอ้ย ..เหมือนขึ้นสวรรค์ ตอนนั้นเดินคู่มากับน้องหนุ่ย อยากจะหันไปอ้อนวอนน้องหนุ่ยจริงๆ ว่า“ช่วยแบกพี่ไปด้วยที พี่ขอร้องนะคะ ฮ่าๆ” แต่ก็ผ่านมันมาจนได้หละนะ เลี้ยวซ้ายตัดดงหญ้าสูงไป เหมือนตกสวรรค์ เนินอีกแล้ว ก่อนถึงที่จอดรถ มีเนินอีกแล้วT^T โถ..ชีวิต ก็ทำไงได้ ได้แต่ก้มหน้าเดินต่อไปให้ถึงรถ ขึ้นไปก็ไปเจอ อาจารย์นพ พี่อ๋อ พี่เก่ง ยืนรอรับกันอยู่ (คิดในใจสำเร็จแล้ว รอดตายแล้ว ฮ่าๆ) รีบเดินตรงไปยังรถพี่นิม เปิดท้ายแล้วโยนเป้อันหนักไว้ที่ท้ายIMG_6736รถ แล้วก็เดินไปล่ำลาพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ต้องเดินทางกลับฝั่งปราจีนเลย ส่วนพวกเรานะเหรอ กลับมาพักที่บ้านลุงแขกอีกหนึ่งคืน(ระหว่างทางกลับ ได้แวะซื้อน้ำเป๊ปซี่ และลิปตันไอซ์ทีเย็นๆ จับใจ ที่ร้านค้าข้างทาง โหย..บอกคำเดียว ฟิน) ค่ำนั้น พวกเราได้ล้อมวงนั่งทานหมูกระทะเซ็ทใหญ่จากอาจารย์นพกัน(กราบขอบพระคุณสามทีงามๆ เลยค่ะอาจารย์ หิวมากตอนนั้น) กระทะเรานี่มีหลุมดำอยู่ซึ่งประกอบไปด้วย นังคิงคลองหก โต๋ ก็อต พี่หมออุ๊และปร้าฝ้าย หมูกระทะมีทั้งหมด ๔ เซ็ทใหญ่ ๒ เซ็ทเล็ก ตั้งกัน ๓ วง วงเรานี่ล่อไป ๒ เซ็ทใหญ่กับอีก ๑ เซ็ทเล็ก ฮ่าๆ สูบกันหมดก่อนเพื่อน จนไม่มีอะไรจะกิน นั่งต้มผักกันกินเล่นๆ เลยทีเดียว(ต้องขอบคุณก็อต ที่ช่วยคีบเนื้อสัตว์มาใส่จานเราเป็นช่วงๆ ไม่งั้นตามไม่ทันพวกหลุมดำจริงๆ ค่ะ) คืนนั้นอยู่ดึกสู้พวกที่นั่งก่งก๊งกันไม่ไหว ช่วยล้างจานเสร็จก็เข้านอนอย่างมีความสุข

IMG_4870ตื่นเช้ามาอีกวัน ก็ยังคงมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำอีกเล็กน้อยก่อนกลับ คือลุงแขกสอนทำแกงกระหรี่อินเดีย และสอนทำโรตีกรอบ เอาไว้มาจิ้มกินกับแกงกระหรี่ที่ว่า ตอนแรกก็มีหลักการมีแนวทางที่ดีแหละ เพราะลุงแขกคอยกำกับ พอใกล้เที่ยงพี่อ๋อก็มารับลุงแขก และน้องๆ ไปทำค่ายหนึ่งชั่วโมงกัน เหลือทิ้งไว้เพียงเดอะแก๊งค์ของเรา คิง(ที่ไหลตายอยู่) โต๋ ก็อต ปร้าฝ้าย พี่นิม พี่เฟิร์น และพี่มอร์ มันส์กันละทีนี้ ด้วยความที่หาไม้แบแป้งโรตีไม่เจอ ก็ใช้ขวดว้อดก้าแทน ไปๆ มาๆ ยากจัด เลยใช้มือแผ่แป้งเอา แป้งเลยมีรูระบายอากาศโดยไม่ตั้งใจ ฮ่าๆ ตอนทอดแป้งโรตีก็ได้ข่าวมาว่า ต้องทอดให้ตรงกลางมันพองๆ ต้องรีบกลับแป้ง ระวังไหม้ ตอนทอดจริง โคตรลำบาก มันไม่พอง แถมจะรีบไหม้ ท้ายๆ เลยได้พี่เฟิร์นนี่หละมาช่วยกันทอด และรู้ว่าต้องรอให้น้ำมันในกระทะร้อนจัดๆ เสียก่อน ถึงเริ่มทอดแป้ง(ครัวแทบแตก วุ่นวาย หัวเราะรูตรงแป้งกันเฮฮามาก ส่วนพี่มอร์ก็ย่องไปเปิดเพลงบิ้วบรรยากาศสนุกๆ ให้พวกเรา) ทางด้านเจ้าตัวแกงกระหรี่นี่ ก็สู้แบบเผ็ดมากอย่างที่พี่แน็ตทำไม่ไหว ขอเผ็ดอย่างที่พวกเรากินได้ละกัน(ดัดแปลงของเขาหมดค่ะ) อาศัยพี่เฟิร์น และพี่นิมที่เคยทานมาแล้วทดสอบรสชาติ(ไอ้เราก็ไม่เคยทาน นี่ครั้งแรก) ไม่รู้คนต้นตำรับจะว่ายังไง ฮ่าๆ แต่สำหรับเราชอบนะ อร่อยดี(แปลกด้วย) เลยจะกลับมาลองทำให้ที่บ้านทานดู ตกบ่ายโมง เพื่อนๆ พี่ๆ อยากออกไปหาขนมทานกันที่เซเว่น ส่วนพี่นิมอยากนอนพัก (คิงคลองหกไหลตายอยู่เช่นเดิม) เลยเป็นหน้าที่ของหญิงจูนขับเก๋งแดงของพี่นิมพาคณะออกไปอีกครา ครานี้หละ เบรคหัวทิ่มหนึ่งที(ยังคงไม่ชินเบรคฮ่าๆ) แล้วก็หลงทางไปแถวๆ ท่ารถเมล์หนึ่งที ฮ่าๆ ขำๆ สนุกสนานกันจนบ่ายสามโมงเย็น คณะของพี่อ๋อและลุงแขกก็กลับมา เราก็เตรียมเดินทางกลับบ้าน โดยพี่นิมไปส่งขึ้นรถเมล์ที่เอกมัย ระหว่างทางก็แวะส่งพี่มอร์และคิงด้วย ตอนร่ำลาทุกคนนี่ก็ใจหายนะ แต่ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ครั้งหน้า..เดี๋ยวเราก็เจอกันใหม่ เชื่อสิ !!! IMG_6748ส่วนเท้าที่น่ารักของเราก็ยังคงปิดปลาสเตอร์เอาไว้ จนถึงบ้านในช่วงค่ำๆ ก็เลยแวะเข้าไปให้พี่หมอที่รู้จักกันทำแผลให้(ลงจากเขาไม่กล้าเปิดแผล เพราะรู้ว่า สภาพเท้าต้องแย่แน่ๆ) พี่หมอก็ค่อยๆ แงะปลาสเตอร์เหนียวๆ ออกจากเท้าเรา จึงได้พบเจอกับหนังเท้าที่ตาย ซีด แผลเปิดบางที่ที่เริ่มมีหนอง บางที่ที่พองก็ต้องเจาะเอาน้ำออก และตัดหนังเท้าออก นี่หละ ประสบการณ์ชีวิ๊ต!!!
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านนะคะที่จัดทริปนี้ขึ้นมา ขอบคุณที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนนี้ที่ใฝ่ฝันอยากจะเดินป่าเลียนแบบนิยายล่องไพรได้ทำตามฝัน ได้พบ ได้เห็นและได้สัมผัสกับธรรมชาติ(สิ่งเหนือธรรมชาติด้วย ฮ่าๆ) อันได้หลงป่า หนาวเหน็บในคืนฝนตก วิ่งป่าในตอนกลางคืน เท้าเน่าจากรองเท้ากัด และได้มิตรภาพดีๆ ที่ทุกคนมีให้กันตลอดเส้นทางการเดินสู่เป้าหมาย ต้องบอกว่าทริปนี้เป็นทริปเล็กๆ แต่อบอุ่น สนุกสนาน และได้รู้จักทุกคนอย่างทั่วถึงจริงๆ ได้คุยได้รู้จักกับหลายๆ คนที่คิดว่ากลับลงมาแล้วก็ยังคงมีมิตรภาพติดตามมาด้วย ถ้าครั้งหน้าโอกาสเป็นใจ เราคงได้เจอกันใหม่อย่างแน่นอน …

Never miss the opportunity to follow your dreams.
“ฉันก็แค่ไม่อยากใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไร้ความสุข
จากการเสียดายโอกาสที่ผ่านไปแล้วและไม่มีวันหวนกลับมาอีก”
– Juno J.Moore-
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 

ปิดการแสดงความเห็น