บันทึกการเดินทาง … ‘แก่งยาว’ ในความทรงจำ

“ลำธาร-ลานหินกว้าง-ไคร้ย้อย-โคลงเคลง-หางติ่งปารีส-ปลาจาด-ผักหนาม-น้ำตก สิ่งสวยงามที่….แก่งยาว”_DSC2140

DSC_4065เราออกเดินทางจากอนุสาวรีย์ฯ ตอนเย็นของวันที่ ๒๔ เมษายน ๕๗ ด้วยรถตู้กรุงเทพฯ – ปากช่อง ค่ารถคนละ ๑๖๐ บาท โดยเรามีเพื่อนร่วมเดินทางอีกหนึ่งคน ชื่อ นันทนา(นันท์,พังนัน,นันฆ่าช้างด้วยมือเปล่า,นันทนา,โลมา) ผู้หญิงอะไรมีหลายชื่อจริงๆ เราสองคนนั่งรถตู้มาลงที่เขาแคน อ.ปากช่อง โดยมีพี่หวาน, พี่นิม ชายหนุ่มทั้งสองที่คุ้นเคยกับเราเป็นอย่างดีมากว่า ๖ ปี เดินออกมารับเราไปที่บ้านพี่แขกที่พักสำหรับคืนนี้ โดยมีมะระ หมาหนุ่ม(ใจเป็นเด็ก) ออกมาต้อนรับด้วยเช่นกัน มะระตัวโตขึ้นเยอะมากหลังจากที่เราไม่ได้เจอกัน ๔ ปี สำหรับคืนนี้ เราเก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นลงกระเป๋า รวมไปถึงชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายภาพ เตรียมการ์ดกล้อง ให้พร้อมสำหรับเก็บภาพการเดินทางไปแก่งยาวในวันพรุ่งนี้

วันที่ ๒๕ เมษายน ๕๖
DSC_4118ข้าวของที่จัดใส่กระเป๋าไว้เมื่อคืน จำเป็นต้องรื้อออก(มิฉะนั้นจะโดนพี่แขกเขกหัว) พี่แขกสอนว่าต้องเอา ถุงดำรองกระเป๋าก่อนจะเอาอะไรใส่ลงไปในกระเป๋า เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างทางที่เดินไปจะมีฝนตกหรือเปล่า เสื้อผ้าของเราอาจเปียกได้ ส่วนถุงนอนให้ถอดปลอกถุงนอนออกและเอาใส่ถุงดำเช่นกัน จากนั้นค่อยเอาปลอกถุงนอนมาสวมทับอีกรอบ พอจัดเสื้อผ้าเสร็จ ก็ตามด้วยผักเนื้อสัตว์ ลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้วมานั่งรอ อ.นพ มารับเวลา ๐๙.๐๐ น. เราออกเดินทางจากบ้านพี่แขกมาถึงทางเข้าป่าแก่งยาว ต.หมูสี อ.ปากช่อง ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง แอบใจหายเล็กน้อยตอนที่ อ.นพ บอกกับพวกเราว่า “ไม่ได้ไปด้วย ครูแค่มาส่ง”(สังขารกับหัวใจบางทีมันก็สวนทางกัน) หลังจาก อ.นพ อวยพรให้พวกเราเดินทางปลอดภัย ทั้ง ๑๓ ชีวิต พี่หมออุ๊, พี่แขก, แบซอ, พี่แน็ต, พี่นิม, พี่หวาน, พี่มอร์, พี่เก่ง, นันทนา, น้องใหม่, น้องไปป์, น้องทิ้ว และเรา เริ่มออกเดินทางสู่แก่งยาว
DSC_4229—แค่ ๕๐๐ เมตรแรก ความรู้สึกมันเหนื่อยมากๆ ปวดขา เป้ก็หนัก— ทางเดินไปแก่งยาวจะเป็นการไต่ระดับไปตามแนวเขา จะค่อยๆ เพิ่มความเหนื่อยขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกว่าจะเป็นลมเป็นยังไง หน้าซีด ปากซีด พอเดินไปถึงจุดพักจุดที่ ๓ พี่ๆ ให้เอาของที่หนักออกจากเป้ ไปให้น้องไปป์แบกแทน(รับน้องใหม่….รู้สึกขำ) ตอนแรกเราเข้าว่า การเอาของออกจากเป้ แล้วเราจะเดินสบายขึ้น นั่นเป็นความคิดที่ผิด…. เหนื่อยเหมือนเดิม อาจเหนื่อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ ยิ่งไต่ระดับสันเขาสูงเท่าไหร่ แทบอยากจะถอดขาเดิน จนมาถึงสันเขา เราแวะเติมน้ำดื่มที่ไหลมาจากซอกหิน รู้ไหมว่ามันเย็น สดชื่นเหมือนน้ำในตู้เย็น ส่วนพี่หวานผู้ใจดี ทนคำรบเร้าของน้องๆ ไม่ไหว ต้องไปปีนมะไฟมาให้กินDSC_4089_DSC2268ประมาณ ๑๕.๐๐ น. เราเดินมาจนถึงจุดพักต้มกาแฟ(มอชุมพล) เราพักกินข้าว กินกาแฟ ก่อนออกเดินทางต่อ จนมาถึง คลองที่ ๔ ก่อนถึงที่พัก เราทุกคนได้ยินเสียง “แปร๋นนนนนนนนนนนนนน” เป็นเสียงที่ไม่มีใครอยากได้ยิน และอยากเจอตัวพวกเขา พอเริ่มออกเดินทางต่อ เรารู้สึกได้ว่าทุกคนเงียบลง ไม่มีเสียงหยอกล้อ อาจจะเป็นเพราะเหนื่อย จนมีเสียงใครคนหนึ่งถามขึ้นว่า ทำไมเงียบจัง(ในใจเราคิดว่า….กลัวช้างเหยียบ)
๑๗.๓๐ น. เราเดินมาถึงที่พัก แวบแรกที่เห็นโขดหินทอดตัวยาวไปจนเห็นธารน้ำใสๆ รู้สึกมีความสุขที่สุด ไม่ผิดหวังเลยกับ ๔ ปีที่รอคอยการได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง พี่แขกให้เด็กๆ ไปล้างหน้าล้างตาในลำธาร ก่อนมาเตรียมที่พักและอาหารเย็นDSC_4574IMG_7810รามีโอกาสได้หุงข้าวกับหม้อสนาม ถึงจะเคยเดินป่ามาบ้าง ๓-๔ ครั้ง แต่เราไม่เคยหุงข้าวเองเลย อาจจะเคยทอดปลาบ้าง แต่การหุงข้าวกับหม้อสนามครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ต้องเทข้าวใส่ฝาหม้อสนามให้เต็มหนึ่งฝาและอีกหนึ่งกำมือ เติมน้ำให้ถึงขีดหม้อสนามกำหนดไว้ จะได้ข้าวที่สุกพร้อมกินได้ ส่วนเรื่องกับข้าว เราโชคดีที่มีพี่แน็ตแฟนพี่แขกที่ช่วยทำให้กิน ถึงแม้จะเผ็ดจนกินน้ำหมดห้วยก็ยังไม่หายเผ็ด หลังกินข้าวเสร็จ ก็ช่วยกันล้างจาน ล้างหม้อสนาม —– และก็ถึงเวลาอาบน้ำกลางขุนเขา มีเสียงจิ้งหรีด เสียงน้ำไหล เพิ่มบรรยากาศในการอาบน้ำแบบขนลุกขนพอง นอกจากนี้ก่อนนอนยังมีเสียงกีต้าร์และเสียงเพลงให้หลับสบายไปกับความเหนื่อยของวันนี้

วันที่ ๒๖ เมษายน ๕๗
DSC_4329หลังอาหารมื้อเช้า และอาหารมื้อสาย เรามีกิจกรรมออกไปหาอาหารเพิ่ม เนื่องจากของที่เราแบกขึ้นมามีน้อยมาก ผักเริ่มจะหมดตั้งแต่วันแรก พวกเราเดินทนวนกระแสน้ำขึ้นไปประมาณ ๑ ก.ม. ระหว่างทางเดิน พี่หวานเป็นคนอธิบายเรื่องพันธุ์ไม้ที่เจอให้ฟัง เช่น ต้นปลาไหลเผือก สรรพคุณ ใช้รากต้ม รักษาไข้มาลาเรีย ซึ่งความลึกของรากมีความสูงเท่าลำต้น นอกจากได้รู้จักพันธุ์ไม้ ดอกไม้ ยังได้เห็นถ้ำที่สมัยก่อนจะมีคนขึ้นมาหาของป่าหรือมีพระธุดงค์ผ่านมา จะสามารถเข้าไปหลบฝนได้เวลามีฝนตก น้องทิ้ว น้องไปป์ แบซอ และพี่หวาน ช่วยกันเก็บผักหนาม ส่วน‘แบซอ’อยากกินหอยจุ๊บขึ้นมา ๔ สาว เลยช่วยกันลงไปงมหอยด้วยฝ่าเท้าให้แบซอเอากลับมาทำแกงหอยจุ๊บ รสชาติอร่อยเลยทีเดียวIMG_8389

**เราได้เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องแบกกับข้าวขึ้นมาเยอะแยะ ที่แก่งยาว  มีผัก อยู่ได้หลายวัน ไม่ต้องกลัวอดตาย แถมยังสบายบ่าอีกด้วย
**วันนี้นอกจากได้รู้ชื่อพันธุ์ไม้ ดอกไม้ ยังได้เรียนรู้ว่าการถ่ายรูปต้นและดอก‘ไคร้ย้อย’ ต้องใช้ความอดทน เพราะถ้าถ่ายให้เห็นทั้งต้น สีจะกลืนไปกับต้นไม้ต้นอื่นๆด้านหลัง หากจะถ่ายให้เห็นเฉพาะดอก จำเป็นต้องถ่ายให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า(ท้องฟ้าเราเป็นสีขาว) ถึงจะสวย
วันที่ ๒๗ เมษายน ๕๗
DSC_4467วันนี้มันง่วงมาก ง่วงมากจริงๆ พอว่างมาก ก็เลยง่วงมาก วันนี้เราเดินไปตามทางน้ำเกือบๆ ๑ ก.ม. เพื่อไปเล่นน้ำตก เราเป็นคนกินง่าย นอนง่าย พอไปถึงน้ำตกก็ต้องนอนก่อน พอแดดเริ่มส่องหน้าก็ย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ จนทนไม่ไหวก็เลยลงไปเล่นน้ำตก เล่นได้ไม่นานก็ขึ้นมานอนต่อ —- เราใช้เวลาไปกับการนอนจนถึงเย็น ก็เดินกลับมาที่พัก ส่วนโทษฐานของการหลับบนลานหินในเวลานาน แขนเราไหม้และดำมาก ต้องรีบอาบน้ำเอาครีมมาทาเพื่อไม่ให้มันรู้สึกแสบผิวโทษฐานอีกอย่าง วันนี้ต้องอยู่เวรจนถึงเที่ยงคืน ร้องเพลงตะครุบคอร์ดกับพี่นิม พี่เก่ง น้องไปป์ พร้อมกับเจ้าพังนันกรนเป็นจังหวะ ได้อารมณ์สุนทรีย์ไปอีกแบบ

วันที่ ๒๘ เมษายน ๕๗
IMG_8433เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ…..หลังอาหารเช้า เราเก็บที่พัก เก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับ สิ่งสำคัญที่สุดของการเดินป่าทุกครั้ง ก่อนกลับต้องมีพิธีอำลากองไฟ เพื่อขอบคุณที่ให้แสงสว่างกับเราตลอดระยะเวลาการพักแรม สำหรับสมาชิกใหม่ จะต้องเข้าพิธีนี้ทุกคน(ใครอยากเข้าร่วมพิธีอำลากองไฟ ต้องมาเดินป่ากับพวกเรา) จากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับ และแวะพักที่มอชุมพล ต้มกาแฟ กินข้าว กินมาม่า ก่อนออกเดินทางต่อมีฝนตกลงมา โชคดีที่จำนวนคนของพวกเราไม่มากนัก ทำให้เส้นทางเดินลงเขาไม่ลื่นไถลจากรอยเท้าเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ แต่……ขาสั่น ขาอ่อน เพราะต้องเกร็งขาตลอดเวลาเดินลงเขา จะว่าไม่เหนื่อยเหมือนตอนเดินขึ้นเขาก็ไม่ได้ มันเหนื่อยกันคนละแบบ เรามาหยุดพักตรงทางขึ้นเขาอีกครั้ง ส่วน น้องไปป์กับน้องทิ้ว เดินไปเติมน้ำจากซอกหินมาไว้ดื่มระหว่างทางเดินอีกระยะหนึ่ง เราเหลือบไปมองลูกมะไฟบนต้นเพื่อดูสีเปลือกมะไฟว่าเปลี่ยนไปกว่าเมื่อ ๓ วันที่ผ่านมามากไหม และทำได้เพียงกลืนน้ำลาย เพราะฝนตก พี่หวานไม่สามารถไปปีนมาให้กินได้ _DSC2281IMG_8163เวลา ๑๖.๐๐ น. พวกเรายังคงอยู่ในป่า เวลานี้ อ.นพคงมารอรับพวกเรากลับบ้านแล้ว จนประมาณ ๑๗.๐๐ น. พวกเราเดินออกมาถึงปากทางเข้าป่า เห็นหน้า อ.นพ ยิ้มแย้ม มารอรับพร้อมกับน้ำเย็นๆ แต่อดเสียใจที่ไม่มีโค้กเย็นๆ (อ.นพ ไม่ให้กินน้ำอัดลม) ระหว่างที่รถเคลื่อนออกมาได้ซักระยะหนึ่ง เรามองกลับไปเห็นภูเขาที่พวกเราเพิ่งเดินออกมา ต้นไม้สีเขียว ท้องฟ้า ก้อนเมฆ เหมือนความฝันจริงๆ ระยะเวลาแห่งความสุข ๓ – ๔ วัน มันได้หมดลงแล้ว–

กระแต

**มอชุมพล – อ.ชุมพลเคยเป็นลมตรงจุดพักต้มกาแฟนเมื่อหลายปีก่อน ทุกคนในทริปเลยตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึง

ปิดการแสดงความเห็น