สัมผัสธรรมชาติ ทัวร์ ข้าง ทาง (๒)

_________เริ่มเดินป่า_________
    แค่ก้าวย่างแรกที่เดินเข้าสู่ผืนหญ้าอันเขียวชอุ่มของป่าบนเขาใหญ่ เหล่าน้องทากตัวเล็กสีดำก็ได้ย่างกรายไต่ขึ้นบนรองเท้าเลย ซึ่งคนแรกที่โดนเกาะ แน่นอนเลยต้องเป็นผู้หญิงนั่นเองพาร้องกรี๊ดกันใหญ่ โดนคู่ต่อสู้ตัวน้อยข่มขวัญโดยไม่ทันตั้งตัว (อยากหันหลังกลับที่พักจะแย่) พอตั้งหลักได้ พวกเราก็พร้อมลุยแต่คราวนี้ดูเหมือนผู้ที่จะมาทำการทดสอบตอนนี้ไม่พร้อมรับสถานการณ์ข้างหน้า เพราะส่วนใหญ่ (ผู้หญิง) ได้แต่ระแวงว่าจะมีน้องทากมาเกาะหรือเปล่า เป็นอันว่าสติแตกกระเจิงไปกันหมด แต่ก็มีพี่แขกกับพี่ทีมที่บอกว่า “พวกเอ็ง เริ่มทดสอบได้แล้ว” ทุกคนจึงเริ่มฉีดสเปรย์มะเขือขื่นกันทากที่ขาด้านขวา ส่วนขาด้านซ้ายไม่ฉีด เสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปในป่า การเดินทางนั้นเจอน้องทากกันเยอะมาก ถึงแม้ไม่ใช่หน้าฝนแล้วก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นปลายฝนต้นหนาวแล้วกัน ซึ่งจะเริ่มมีทั้งเห็บและทากอยู่ปนๆ กันไปในป่า


“การเดินทางในป่านั้น ต้องมีคู่บัดดี้ในการเดิน ต้องดูแลเพื่อน เวลาล้มก็ต้องช่วยเหลือกัน ต้องคอยระวังให้กันและกันตลอดทางครับ”

       การเดินทางครั้งนี้เราได้เดินไปตามเส้นทางที่เคยมีการเดินสมัยก่อนแต่เหมือนไม่มีคนเดินทางนี้มานานแล้ว คนนำทางเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก พี่แขก (ก็ให้พี่แขกมาเป็นคนนำทางนี่นา) ตามด้วยฟาง นิต้า เกี่ยว ด๊ะห์ พี่ผึ้ง แซม พี่เป็ดและพี่ทีมเป็นคนปิดท้าย พี่แขกบอกว่า “การเดินทางในป่านั้น ต้องมีคู่บัดดี้ในการเดิน ต้องดูแลเพื่อน เวลาเพื่อนล้มเราก็หัวเราะ ปล่อยมุขตลอดครับพี่แขก ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ต้องคอยระวังให้กันและกันตลอดทางครับ”   การเดินทางก็ต้องผ่านทั้งดงต้นไม้ทึบ บางต้นก็มีหนามเยอะมาก เช่น ต้นมะฮู้ไข่ปู ใบเอาไปชงเป็นชาและผลมีรสเปรี้ยวเป็นยาระบายได้ ต้นสุรามะริด จากนั้นเราก็ทำการทดสอบยากันทากต่อไปโดยเก็บผลทุกๆ ๕ นาที หรือทุกๆ ๑๐นาทีบ้างไปตลอดทาง ซึ่งทุกคนก็มัวแต่ระแวงว่าจะมีทากไหม จนไม่ได้สนใจต้นไม้ใบหญ้ากันแล้วตอนนี้ การเดินทางพวกเราก็เดินทางไปเรื่อยๆ จนเหมือนจะออกนอกเส้นทาง ซึ่งตอนนี้พี่ทีมก็บอกว่า “พวกเรากำลังเดินตามนิมิตของพี่แขกนะครับ พี่แขกเนี่ยเดินป่า ๑๐ ครั้งหลงป่า ๙ ครั้ง แล้วตามเค้าออกมาถูก ๑ ครั้งนะครับ”   ทุกคนได้แต่ตลก หัวเราะการแซวกันระหว่างการเดินทาง จากนั้นการเดินป่าของพวกเราเริ่มจริงจังขึ้น เพราะป่าเริ่มมีต้นไม้หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนพี่แขกต้องใช้มีดพร้าฟันกิ่งก้านของต้นไม้ออกเพื่อให้เดินได้เป็นระยะๆ  แต่ทุกคนอาจไม่ได้ทันสังเกตเพราะมัวแต่ระแวงกับทากกันอยู่  การเดินทางก็เดินเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ  บางต้องกระโดดข้ามลำธารเล็กๆ  เดินมาได้สักพักก็ถึงบริเวณดินโคลนที่มีรอยเท้าของสัตว์ป่าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นช้าง กระทิง กวาง หรือแม้แต่เม่น พวกเราก็ได้รีบทำการเก็บภาพประทับใจเหล่านั้นไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นพี่แขกก็บอกให้พวกเรารอสักครู่ เพราะพวกเรากำลังจะเริ่มเดินตามนิมิตของพี่แขกจริงๆ    แล้วน่ะสิ แต่พอเดินตามพี่แขกไปเรื่อยๆ  ก็เจอกับต้นลำธารสายเล็กๆ สายหนึ่ง เสียงน้ำที่ไหลรินฟังแล้วรู้สึกสดชื่นมากขึ้นเป็นกอง เมื่อเอามือสัมผัสกับน้ำในลำธารก็รู้สึกถึงความเย็นสบาย อีกทั้งความใสของลำธารทำให้เห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยกำลังว่ายน้ำไปมาเป็นภาพที่หาดูได้ยากทีเดียว ส่วนพี่แขกก็หาขวดน้ำไปรองน้ำจากลำธารมาดื่ม เมื่อมองขวดน้ำพบว่ามีไอเย็นเกาะอยู่รอบๆ ขวดน้ำ ยังกับเพิ่งเอาขวดน้ำใบนี้ออกมาจากตู้เย็นเชียวล่ะ
“เรากำลังเดินตามนิมิตของพี่แขกนะครับ”

 

   แม้ธรรมชาติจะสวยงามเพียงใดแต่ขณะนี้ทุกคนเริ่มอยากออกจากป่ากันแล้ว เพราะเรายังมีน้องทากอยู่เต็มไปหมดจึงทำให้เหล่าสาวๆที่มาไม่มีกะจิตกะใจในการท่องเที่ยวเอาเสียเลย ระหว่างการเดินออกไปสู่ทางด้านนอกพี่ทีมก็ได้เล่าประสบการณ์การเดินป่าให้เราฟังครับว่า “เวลาเดินป่านะ ถ้าเราหลงทางตอนกลางคืนแล้ว ไม่มีดวงดาวให้เราดู สามารถใช้มือแนบกับต้นไม้ ถ้าด้านไหนร้อนแสดงว่าด้านนั้นเป็นทิศตะวันตก เพราะรับแสงอาทิตย์เป็นด้านสุดท้าย ส่วนตอนกลางวัน ถ้าหาทิศทางไม่เจอให้ดูจากโคนของเถาวัลย์ เพราะโคนของเถาวัลย์จะเลื้อยไปทางทิศตะวันออกก่อนเสมอ”   ถือว่าเป็นเกร็ดความรู้จากการเดินป่าครั้งแรกสำหรับพวกเราก็ว่าได้ ซึ่งโดยรวมแล้วการเดินป่าเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสเปรย์กันทาก ทำให้พบกับน้องทากประมาณสักร้อยตัวในการเดินป่าราวหนึ่งชั่วโมงเศษก็ว่าได้

_________ออกจากป่าแล้ว_________

    เมื่อเดินทางออกจากป่าแล้วพวกเราก็มุ่งหน้ากลับที่พักทันที ต่างคนก็พากันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้ากันซะใหม่ เพราะเหงื่อออกมากและถือเป็นการสำรวจว่ามีตัวทากเกาะอยู่อีกทางหนึ่งด้วย ระหว่างนี้คนที่ไม่ได้อาบน้ำก็จะมานั่งพูดคุยกัน ซึ่งแซมหนึ่งในคณะทดสอบสเปรย์กันทาก เป็นคนเดียวที่ไม่ได้สวมถุงกันทาก จึงโดนน้องทากกัด ทำให้เลือดไหลไม่หยุด พี่แขกจึงแนะนำ ให้เอาใบสาบเสือ ขนาด ๑  กำมือมาบดให้เกิดน้ำแล้วพอกไว้บริเวณแผล  ซึ่งผลปรากฏว่าสามารถทำให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหลได้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่โบราณก็ว่าได้

 

 

“การที่เราให้อาหารกับสัตว์ป่าจะทำให้มันคุ้น ชินและไม่ยอมหาอาหารกินเอง บางครั้งก็กินไปทั้งถุงพลาสติกจึงทำให้ติดคอตาย(๑)  ดังนั้นการไม่ให้อาหารแก่สัตว์ป่าจะเป็นประโยชน์กับธรรมชาติที่สุดแล้ว”

   เวลานี้ก็ปาไปเที่ยงกว่าแล้ว พวกเราจึงจัดแจงหาอาหารกลางวัน ให้กับพี่ๆ ทั้งสามคนและพวกเราเอง เมนูก็เป็น ข้าวเหนียวหมูทอด ข้าวเหนียวเนื้อทอด คละเคล้ากันไป ระหว่างนั้นเองก็มีเก้งตัวน้อยๆ มาป้วนเปี้ยนกับคนเพื่อจะขออาหารกิน ในตอนแรกพวกเราไม่ได้ฉุกคิดอะไร ก็เลยจะให้อาหารกับเก้งน้อยผู้น่าเอ็นดูตัวนั้น แต่ถูกห้ามไว้ก่อนซึ่งคนที่ห้ามไม่ใช่ใครอื่น พี่แขกที่รักนั่นเอง โดยพี่แขกเล่าว่า “การที่เราให้อาหารกับสัตว์ป่าจะทำให้มันคุ้น ชินและไม่ยอมหาอาหารกินเอง บางครั้งก็กินไปทั้งถุงพลาสติกจึงทำให้ติดคอตาย ดังนั้นการไม่ให้อาหารแก่สัตว์ป่าจะเป็นประโยชน์กับธรรมชาติที่สุดแล้ว” สรุปว่าเก้งน้อยตัวนั้นก็เป็นอันอดซะแล้ว จากนั้นพวกเราจึงคิดกันต่อว่าแผนต่อไปสำหรับวันนี้จะเดินทางไปที่ไหนกันต่อ….

_________น้ำตกเหวสุวัต_________

การเดินทางในช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วยการไปที่ “น้ำตกเหวสุวัต”  ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก พี่แขกได้เล่าว่า บริเวณหัวน้ำตกนี้เป็นจุดเคยที่มีการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง The beach ที่มีการกระโดดจากน้ำตกลงสู่ด้านล่างโดยตัวเอกของภาพยนตร์ แต่มีการใช้สตั้นท์แมนช่วยในการถ่ายทำ ซึ่งเมื่อพวกเรามองจากที่สูงพบว่ามีความสูงน่าหวาดเสียวเป็นอย่างมาก จากนั้นพวกเราจึงเดินตามทางลงไปเพื่อดูด้านล่างของน้ำตกเป็นขั้นบันไดที่มีจำนวนมากมายแต่ทุกคนยังไม่ย่อท้อเพราะเป็นขาลง ไม่ต้องใช้แรงมาก เพียงแต่เห็นคนที่เดินขึ้นมานับขั้นบันไดได้เป็นร้อยๆ ขั้นแล้วคิดสภาพตอนขึ้นบันไดจะเป็นอย่างไร แค่คิดทั้งสยองทั้งเตรียมตัวหอบล่วงหน้าไปแล้ว….

    เมื่อพวกเรามาถึงด้านล่างของน้ำตก เป็นน้ำตกที่ไหลเป็นสายสวยงาม ตกกระทบกับน้ำด้านล่างกระจายเป็นละออง กระทบกับแสงแดดให้เป็นสายรุ้งเล็กๆ ริมขอบน้ำตก พวกเราได้เก็บภาพความประทับใจไว้เป็นจำนวนมาก จากการเล่าประสบการณ์ของพี่แขก “แต่ก่อนน้ำตกนี้เขาให้เล่นกันได้ แต่เดี๋ยวนี้เขาห้ามเล่นเพราะมีคนตายเป็นประจำทุกปี เนื่องจากมีคนดื่มสุราแล้วมาเที่ยวน้ำตกซึ่งน้ำเย็นมากจนเป็นตะคริวจมน้ำกันไป” พวกเราจึงได้แต่หย่อนขาลงน้ำตื้นๆบริเวณใกล้ๆ เท่านั้น พร้อมกับพักผ่อนตามอัธยาศัยกันสักพัก บ้างก็เอนกายนอนกับโขดหิน บ้างก็นั่งเล่นน้ำ…
เมื่อพวกเราต้องเดินขึ้นจากด้านล่างของน้ำตก จึงมีการนับกันว่าบันไดน่าจะมีกี่ขั้นน๊า? คนที่ร่วมกระบวนการครั้งนี้มีพี่ทีม พี่ผึ้ง นิต้า ได้ไม่เท่ากันเลยซักคน คือ ๑๑๒ , ๑๑๖ , ๑๑๗ ขั้น  ก็เลยยัง งงกันว่า บันไดเหมือนกันแต่นับได้ไม่เท่ากัน ห้าๆ พอเดินไปเรื่อยๆ จนถึงข้างบน ทุกคนก็ต้องขอหอบกันสักครู่ หายใจกันสักหน่อย แล้วค่อยเดินทางกันต่อไป………
_________หอส่องสัตว์_________
    พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหอส่องสัตว์ทุ่งหนองผักชี ผ่านมอสิงโตซึ่งบริเวณนี้พี่แขกโฆษณาว่า  “ทำไมไม่มีคนมาเรียน มอ นี้เลย”     พี่แขกปล่อยมุขอีกแล้ว ซึ่งที่มาของมอสิงโตนี้พี่ทีมเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนบริเวณนี้เป็นที่พักของกองทัพของทหารอเมริกันซึ่งแต่ก่อนเรียกว่า LION CAMP จึงเป็นที่มาของชื่อ มอสิงโต ในปัจจุบัน” เราเดินทางมาได้สักพัก เมฆก้อนสีดำทะมึนก็เริ่มคล้อยตัวต่ำลงมา ท้องฟ้าเริ่มมืดลง แต่การเดินทางของพวกเรายังไม่จบลงเพียงเท่านี้  พี่เป็ดโชว์เฟอร์มือดีก็พาพวกเรามาถึงบริเวณที่จอดรถของ หอส่องสัตว์ทุ่งหนองผักชี  ซึ่งต้องเดินตามทางเดินที่เป็นดินแดงไปราวสักประมาณ ๙๐๐ เมตร เดินมาเรื่อยๆ ก็พบว่าสองข้างทางนั้นมีทุ่งหญ้าสีสันสวยงามมาก ปะทะกับลมทำให้พลิ้วไหวเป็นจังหวะ ดอกหญ้าสีขาวที่อ่อนละมุนก็ปลิวไปตามกระแสลมเป็นภาพที่ต้องเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกแล้วสินะ จนมาถึงต้นเพกา ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่ขึ้นโดดเดี่ยวท้าลมแดด ลมฝน บนต้นจะมีฝักเพกาหลายฝัก ซึ่งในภาษาอีสานจะเรียกว่า ลิ้นฟ้า เพราะคล้ายกับลิ้นของมนุษย์ที่อยู่บนยอดของต้นไม้ พวกเราเดินกันมาได้สักพักก็พบกับปลักทางด้านซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าหาหอส่องสัตว์ซึ่งพี่แขกอธิบายให้ฟังว่าเป็นที่แช่ตัวของเหล่าช้างและสัตว์ป่าต่างๆ เมื่อใกล้จะถึงหอส่องสัตว์สายฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นระยะ ทำให้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไปหลบฝนกันบนห่อส่องสัตว์สักพักกันใหญ่ๆ การส่องสัตว์ของเราเริ่มต้นพร้อมกับสายฝนที่พรำลงมาต้อนรับ ภายในหอส่องสัตว์มีหน้าต่างบานขนาดใหญ่สามารถส่องสัตว์ได้สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีสัตว์ออกมาโชว์ตัวให้พวกเราได้ดูกันเลย แต่แล้วก็มีเสียงจากพี่แขก พี่ทีมตะโกนมาว่าเจอหมีกำลังวิ่งหาที่หลบฝน พวกเราจึงรีบวิ่งไปดูเบื้องหน้านั้นเป็นทุ่งหญ้าคา และมีโป่งดินสีแดง หมีตัวนั้นกระโดดก้มๆ เงยๆ ไปตามทุ่งหญ้าคาซึ่งขนาดของหมีตัวนั้นสูงกว่าดงหญ้าคา แสดงว่าตัวจะต้องใหญ่มาก พอวิ่งไปวิ่งมาหมีตัวนี้ก็มีการเงยหน้า พร้อมยกแขนขึ้นมาดูพวกเรามันคงสงสัยว่า พวกนี้มันมาทำอะไรกันน๊า จนหมีตัวนี้หายเข้าหายวับเข้าไปยังป่าซึ่งเป็นบ้านของมันนั่นเอง นี่ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกก็ว่าได้ของพวกเราที่ได้พบหมีขนาดใหญ่ในป่าตามธรรมชาติ พวกเราจึงมักจะโดนพี่แขกแซวว่า “ไปไหน ใครถามก็อย่าบอกว่าเห็นหมีล่ะ ห้าๆ”  เมื่อฝนเริ่มหยุดลง เหล่ากลุ่มหมอกก็เริ่มลอยปกคลุมผืนป่าสีขาวผสมผสานกับต้นไม้สีเขียวชอุ่ม ตัดกับแสงแดดสีชมพูที่กำลังจะลับขอบฟ้าไป ช่างเป็นบรรยากาศที่เหนือคำบรรยายจริงๆ  เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป …
… ความเดิมตอนที่แล้ว … 

หมายเหตุ
๑ . พี่แขกบอก “ถุงพลาสติกจะไปอุดสำใส้ของกวาง ไม่ใช่ติดคอ นะจ๊ะ” 

ปิดการแสดงความเห็น