สิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน ม.สารคาม กับ การเดินทางสู่สมอปูน (ดินแดนแห่งมิตรภาพ)

ณ เช้าตรู่ของวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๕
     พวกผมกระผมและน้องๆ สมาชิกชมรมอีก  ๕  คนได้เตรียมตัวเก็บของสัมภาระ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรุ่นน้องผมที่จะได้มาเดินป่าที่ สมอปูน โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า เส้นทาง ระยะทาง และอันตรายที่รออยู่ข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ซึ่งผิดกับผมที่พอมีประสบการณ์ด้านการเดินป่ามาบ้าง กระเป๋าเป้เดินป่าของแต่ละคน ก็หนักพอสมควร กระผมเลยลองใจน้องๆ  และเอ่ยถามว่า “ไหวกันไหม พี่ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไง เพราะพี่ก็ไม่เคยมาที่ สมอปูน เหมือนกัน”  น้องๆ ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มาถึงนี่แล้ว ถ้าจะให้ถอยคงไม่ได้” นี่ละคือ สิ่งที่น้องๆ ทุกคนได้คือ ความตั้งใจ       พวกเราทุกๆ คนเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เวลา ๑๑.๓๐ น. ระยะแรกเดินพื้นที่ค่อนข้างราบ ยังไม่ค่อยมีอุปสรรคสักเท่าไหร่ แต่พอพวกเราเดินไปได้ประมาณสัก ๒-๓ กิโลเมตร พื้นที่เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแบกของเป้บนหลังก็หนัก เมื่อมาเจอกับเส้นทางชันก็ยิ่งจะลำบากมากขึ้น คิดว่าเราจะขึ้นไปไหวไหม น้องๆ ที่มาด้วยไหวกันรึป่าว พวกเราเดินเท้าไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก สีหน้าของน้องๆ เริ่มปรากฏ กระผมจึงถามว่า “เป็นไงบ้างไหมไหว” ทุกคนบอกว่า “สบายครับ/สบายค่ะพี่แสนดี” ตอนนี้กระผมรู้ดีว่าน้องทุกคนทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย เดินไปพักไป
       จุดแรกที่พวกเราได้พักนานที่สุดคือ คลองต้มกาแฟ พวกเราต้มกาแฟดื่มกัน พักเหนื่อยและก็ล้างหน้าล้างตา เราพักอยู่ ณ จุดนั้นค่อนข้างจะนาน อาจารย์นพรัตน์เดินเข้ามาพร้อมกับถามว่า เป็นไงบ้างลูก ไหวไหม สีหน้าแววตาของท่านทำให้พวกผม ยิ้มและมีพลังที่จะเดินต่อไป พวกเราและกลุ่มรักษ์เขาใหญ่เริ่มสนิทกันมากขึ้น ตลอดการเดินเท้าพวกเราจะช่วยเหลือกันตลอดเวลา เวลาก็เดินไปอย่างไม่รอใคร แสงอาทิตย์เริ่ม เลือนลับขอบฟ้า จนในที่สุดฟ้าก็มืดลง มองไม่เห็นแม้แต่แสงพระจันทร์ เพราะเราอยู่ในป่าที่ค่อนข้างทึบกระผมจึงหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องทาง พวกเราเดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงจุดหมาย ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้ามาทั้งวัน ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงสันเขา ผ่านช่องลม กระแสลมพัดผ่าน จนทำให้รู้สึกเย็นสบาย


 

                                                                                               (ขอบคุณภาพและกวี จากพี่แบซอ)

ภายใต้แสงส่องสว่างของไฟฉายกับแสงเดือน บรรยากาศนั้นช่างเย็นสบาย สงบเงียบได้ยินแต่เสียงของคนเดิน เท้ากระทบกับกิ่งไม้ พวกเราเดินกันอย่างเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพราะ ความมืด ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินป่า ตั้งแต่กระผมเดินป่ามา กระผมไม่เคยเลยที่จะเดินป่าในตอนกลางคืน เพราะกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ แต่พอมาที่นี่ ณ สมอปูน กลับทำให้กระผมต้องเปลี่ยนความคิด การเดินป่าตอนกลางคืนเป็นการเดินที่พิเศษมาก พวกเราได้หยุดพัก ต้มมาม่าทาน ณ ลานหินบน เขาสมอปูน กระผมล้มตัวลงนอน ด้วยความเหนื่อยล้า พักสายตา พักกาย ลมโชยทำให้  รู้สึกหนาวนิดๆ หลังจากพักกันหายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางต่อ ในที่สุดการเดินทางของเราก็สิ้นสุดลงพอถึงที่พัก พวกเราต่างก็กางเต็นท์ ผูกเปล หลังจากนั้นไม่นานเวลาประมาณ ตี ๓ กว่าๆ ทุกคนก็เริ่มกระจายตัวกันนอนพักผ่อน คืนนั้นทุกคนหลับสนิท มีแต่เสียงลม แสงเดือน ทามกลางต้นไม้บนเขา ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินป่ามาทั้งวัน ระยะทางชัน และอุปสรรคต่างๆ มากมาย
วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๕
    “หาวววววววว  เสียงน้องๆ ตื่นนอนกัน พอเหลีอบดูนาฬิกาก็เวลา ๑๑.๐๐ น. ล้างหน้าแปรงฟัน ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ จากนั้นก็รับประทานอาหาร ช่วงเวลาบ่ายๆ พวกเราก็ได้ย้ายที่พักไปพักทางชายป่าด้านใน บรรยากาศเย็นร่มรื่น ในค่ำคืนของวันนั้น กระผมนั่งเฝ้ากองไฟอยุ่ที่พักของพวกเราซึ่งอยู่ถัดมาจากกองไฟใหญ่ สักพักอาจารย์นพรัตน์ ก็เดินเข้ามานั่งคุยด้วย ถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวกินปลารึยัง กระผมและอาจารย์นพรัตน์ได้นั่งสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้ครู่หนึ่ง ก็มีเสียงฝีเท้าของคนๆ หนึ่งเดินเข้ามาทางนี้พร้อมกับ เครื่องดื่มคู่ใจ เขาคนนั้นไม่ใช่ใคร คือ พี่เก่ง นั่นเอง คืนนั้น ผม อาจารย์นพ พี่ชัช พี่เก่ง ได้นั่งคุยกัน ทำให้กระผมรู้สึกอบอุ่น และประทับใจมาก สิ่งที่ผ่านเข้ามาทำให้ผมคิดเสมอว่า “ระยะทางมันไม่ใช่อุปสรรค หากแต่ความฝันที่เรามีร่วมกันต่างหาก”

 

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๕
      วันนี้แล้วสินะที่พวกเราจะต้องจากกัน วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ทำให้พวกเราคิดเสมอว่า หากลงจากสมอปูนไปแล้ว ทุกคนก็ต้องแยกย้ายกลับ กิจกรรมดีดีแบบนี้ ทริปที่แฝงไปด้วย ประสบการณ์มากมาย รอยยิ้ม หยาดเหงื่อของความเหน็ดเหนื่อย สอนให้เรารู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ การเดินทางลงจาก เขาสมอปูน ระยะทางเท่าเดิม + กับการที่จะต้องลงทางชัน ยิ่งทำให้ หวาดเสียว และก็ลื่นกันพอสมควร ทั้งล้ม ทั้งลุก ทั้งกลิ้งลง ระยะที่ชันมากทำให้ขาสั่นไปหมดแล้ว ขากระผมแทบจะไม่มีแรง แต่สุดท้ายแล้วที่สุด พวกเราก็หนีไม่พ้นความมืดอีกจนได้ ทุกคนตอนนี้คิดแค่ว่าอยากจะออกจากป่านี้เต็มที เมื่อไหร่จะถึง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำตก ซึ่งเป็นเสียง ที่แสดงว่าเราใกล้จะถึงทางออกแล้ว เมื่อออกจากป่าได้ ทุกคนล้มตัวลงนอน ในขอบเส้นถนน สีขาว ด้วยความเมื่อยล้า แต่ก็รู้สึกใจหายนิดๆ เมื่อพวกเราต่างก็ต้องแยกย้ายกันกลับ ….
ขอบคุณ อาจารย์นพรัตน์ พูนเสริม พี่นิม พี่แขก พี่อ๋อ พี่อุ๋ พี่ๆ ทุกคน และเพื่อนๆ น้องๆ ที่ก้าวเดินไปด้วยกันแม้ว่าเราจะมากันจากคนละที่ แต่มิตรภาพที่ทุกคนมีให้ มันช่างอบอุ่นใจมากๆ ล้มลุกคลุกคลาน คำพูด คำสอนต่างๆ มากมาย ข้อคิดดีดี จะช้าจะเร็วเราก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน …

ก่อนนี้ สายลมยัง พัดพรมผ่าน
ข้ามวันวาน เล่าเรื่อง กระจ่างใส
เห็นกันอยู่ ทุกวัน ฉันคือใคร
ซื่อสัตย์กับ หัวใจ ตลอดมา

ผ่านเวลา คืนวัน พลันผันเปลี่ยน
เป็นบทเรียน สอนสั่ง น่ากังขา
เหตไฉน ทำไม ไม่นำพา
แค่คำลา สักคำ ยังไม่มี

ก็ ก่อนนั้น ยังจำ คำคนเอ่ย
ถ้อยเฉลย จำนรรจ์ ระบายสี
พอผ่านเลย ลืมหมด ทุกวลี
ก็วจี ใครเล่า ฝังฝากลม

แล้วทำไม ในลม คำคนนั้น
ต่อ คืนวัน ลบเลือน กลายกลับขม
จบเรื่องราว เลือนหาย เหลือเพียงลม
สลาย ล่ม ลมนั้น พลันจากไป

สายลมเอ๋ย ทำไม รีบลาจาก
ก่อนเคยฝาก ลมฝัน ตะวันฉาย
ไปกับลม จากกัน อย่างเดียวดาย
ให้ใจหาย สายลม ไม่หวนคืน

BY แสนดี นามปากกา เพราะเจ้ามาจากดิน

เรื่องเล่าจากเขาสมอปูน ตอนอื่น ๆ
… สมอปูน …
… กลางดง พงป่าสมอปูน …
… การเดินทาง “สมอปูน” …
… ครั้งหนึ่ง ณ สมอปูน …
… เรื่องเล่า จากสมอปูน …
… ๒ ปี ๒ ครั้ง กับ “สมอปูน” องก์ที่ ๑ …
… ๒ ปี ๒ ครั้ง กับ “สมอปูน” องก์ที่ ๒ …
…  ๒ ปี ๒ ครั้ง กับ “สมอปูน” องก์ที่ ๓ (จบ) …

 

ปิดการแสดงความเห็น