โปรโมชั่นเดินป่า เที่ยงวันยันเที่ยงคืน

…..เมื่อน้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว เขาสมอปูนก็ถึงคราวต้องใส่สน๊อคเกิล….

tadtapoo (4)“ด้วยลำแข้ง” ฝากมาว่า “ปีนี้(พ.ศ.๒๕๕๓) เดือนตุลาฯ ได้เวลาที่จะเดินป่าประจำปีของพวกเราที่สมอปูนเหมือนหลายๆ คราวที่ผ่านมา กลายเป็นว่าน้ำท่วมทั้งปากช่องทั้งปราจีนบุรี ชีวีต้องวุ่นวายไม่มีอันจะได้ไปเที่ยวดังหมาย ได้แต่รอกันต่อไป หาโอกาสสร้างวีรกรรมใหม่เอาไว้เผากันเองละเลงน้ำจิ้ม ของชีวิต” นะเจ้านาย!….
อีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเราไปเดินป่ากันคือหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน คนสมัยใหม่เขาว่ากัลล์เท่ ๆ ว่าไปชาร์ตแบตให้ตัวเองตามประสามนุษย์ไฮบริด แต่รุ่นน้ำมันขี้โล้อย่างพวกเราไปเพื่อหาวีรกรรมใหม่ๆ มาเล่าเผากันเองและสู่ลูกหลานไปตราบนานเท่านาน ในเมื่อปีนี้ไม่ได้ขึ้นสมอปูนก่อวีรกรรมใหม่ ครั้งนี้จึงขออนุญาตนำวีรกรรมเก่าเอาแค่ร่วมสมัยไม่นาน มีตัวละครไม่มากแต่ครบครัน เส้นทางก็แสนจะคุ้นเคยเลยเล่ามันขากลับเลย เดินเรื่องเวลากลางวันมันไม่ธรรมดา เดินป่าเวลาเที่ยงวันยันเที่ยงคืนบ้างจะได้ไม่ซ้ำจำเจของจริง

ปลายปี ๒๕๕๐ มีการคุยกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ที่ตาดตาภู่ โดยชาวปราจีนมีพี่ต้อม แม่แปรก น้าวิงพรานคู่ใจ น้องเท่ลูกชายน้าวิง ซาปีนะห์สาวใต้เจ้าปัญหาพาเพื่อนเครียด  มีเจ้าหน้าที่สมนึกมาปฏิบัติหน้าที่ ทางนครนายกมีอาจารย์เรืองกับอาจารย์ซุปนำนักเรียนหญิงที่น่าสงสารมาอีกสองคน และก๊วนปากช่องที่นำมาด้วยอาจารย์นพ พี่หน่อง(พี่แขก) อโศก เอ๊ด หมออุ๊ เก่ง ยุ้ย อั๋นและญาติโก๋..ญาติเจ้าอั๋นมิตรสหายจากปากน้ำโพ การเดินตาดตาภู่ซึ่งเคยเริ่มต้นที่โภชนาคารล่องตามห้วยระย้าที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแถวเขาฝาละมีมาจนมอสิงโตไหลรวมกับคลองนางรองลงไปเป็นน้ำตกนางรอง  เดินประมาณหก ชั่วโมงนั้นเราเลิกเดินมาหลายปีแล้ว เดี๋ยวนี้เราใช้เส้นทางเดินจากถนนหลักกิโลเมตร กม.๔ มีเวลาเดินดูสมุนไพรหลายชนิดยังใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเศษเท่านั้นtadtapoo (10) เช้าวันกลับหลังจากคุยกันข้ามวันข้ามคืนแล้ว คณะนครนายกชิงออกเดินตั้งแต่หกโมงเช้า อาจารย์ทั้งสองบอกจะไปรำลึกความหลัง พอตอนสายคณะปราจีนฯ ต้องออกไปอีกเพื่อมอบกระเช้าแสดงความขอบคุณ ฯพณฯ สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีที่ออกกฎหมายให้ผู้ป่วยไตวายได้รับการรักษาฟรี จึงเหลือแต่คณะปากช่องที่นอนตักตวงความสุขให้คุ้มค่าที่สุด ครั้งนี้ยังวางแผนเดินกลับเส้นทางโภชนาคารสายยาว โดยที่ไม่มีใครจะรู้เลยว่า มุมมืดแห่งชะตากำลังอ้าวงแขนรอให้ถลำเดินเข้าไป…

tadtapoo (2)

 

……..เรื่องราวเพิ่งเริ่มจากตรงนี้………

หลังอาหารเช้าและกลางวัน (มื้อเดียวกัน) ยังไม่ทันเที่ยงวัน เรารื้อแค้มป์จัดสัมภาระเดินทาง พี่หน่องบอกเด็กๆ ที่ไม่เคยเดินว่าเส้นทางนี้เดินไปตามจุดสีแดงที่แต้มตามต้นไม้เป็นระยะๆ บางทีแค่สี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถ้าสามารถไปถึงตาดมะนาวได้ภายในครึ่งชั่วโมง ให้เจ้าเก่งเป็นคนนำทางออกไปเพราะมันบอกว่าจำทางได้ แล้วความทรงจำปลาทองของเจ้าเก่งก็ไม่ ทำให้ผิดหวัง….

tadtapoo (13)   ที่จุดพักตาดตาภู่ เมื่อหันกลับห้วยจะอยู่ทางขวาของเรา เมื่อเราเดินตัดขึ้นเขาออกทางซ้ายถึงสันเนินเราก็ต้องกลับทางขวาคืนจนถึงห้วยเดิม แต่เจ้าเก่งพาเราเดินซ้ายแล้วก็ซ้ายอีก ไม่มีขวา พอลงเนิน พวกที่เดินตามเจ้าเก่งตามลำดับมีหมออุ๊ ยุ้ย อั๋น ญาติโก๋และเอ๊ดปิดท้าย ก็พบแต่ป่ากว้างริมห้วยน้อยๆ ที่น่าจะเป็นสาขาห้วยระย้าที่เราจากมา บางแห่งเป็นดงเร่วป่า มีร่องรอยหมูป่ามาขุดเร่วกินให้เห็นดินซุยเป็นแปลงๆ เดินงมและงงกันไปมาพักใหญ่ จะข้ามน้ำก็ไม่ได้เพราะจำได้ว่ายังไม่ใช่ที่ข้าม ข้ามไปแล้วจะไปกันใหญ่ มุ่นรกกันได้หลายอึดใจก็มีเสียง “วู้ว” แว่วมาแต่ไกล หยุดเงี่ยหูฟังกันจนแน่ชัดค่อยเบาใจว่าพรรคพวกเราตามมาแล้วจะได้เจอทางออกสักที จึงกู่รับ จนมาเจอกันจึงได้รู้ว่าเป็นแค่การดีใจเพียงชั่วคราว เพราะที่เห็นก็มีแต่อโศกเดินตาตื่นมาคนเดียว

tadtapoo (9)

“พระอาจารย์ล่ะ ไม่ได้มาด้วยเหรอ พี่หน่องง่ะ“     ใครในพวกเราถามไป “ก็ไม่ได้มากับพวกเอ็งหรอกเหรอ กูก็หลงมาคนเดียว   อโศกตอบมาตาขาวโพลน มือกำมีดแน่น   เป็นอันว่าพวกหลงทางมาเจอกันเอง แล้วใครจะนำใครล่ะ เมื่อรวมกันได้จึงค่อยๆ คิดหาทาง ห้วยเล็กๆ ที่เห็นนี้มันควรจะเป็นห้วยเดียวกับที่ไปบรรจบกับห้วยหลักที่เราต้องข้ามก่อนจะข้ามตาดมะนาวอีกที ฉะนั้นถ้าเดินตามห้วยนี้ก็น่าจะพาไปห้วยหลักได้ จึงยึดเป็นเส้นทางนำไป….  อีกทาง พี่หน่อง เดินปิดท้ายสุดของขบวนเหมือนทุกทีที่แกต้องเดินรอบแค้มป์สำรวจความเรียบร้อยหลังจากที่ทุกคนออกไป เดินตัดป่าผ่าห้วยไปไหนบ้างก็ไม่รู้ ใครอยากรู้ไปขอเดินตามแกเอง เวลาใกล้ครบชั่วโมงแล้วแกโผล่ออกมาที่ลานหินตาดมะนาว พบอาจารย์ปู่นั่งดูดยาอยู่พระองค์เดียวจึงถามว่า “พวกนั้นมันไปไม่รออาจารย์เลยเหรอครับ”

พระอาจารย์เป่าควันออกแล้วจึงตอบ “ไม่รู้…กูมาก็ยังไม่เห็นใครเลยซักตัว”
พี่หน่องจึงพอรู้ในใจ งานเข้าแล้ว รอกันอีกครู่ใหญ่ ได้ยินเสียงจอแจ เห็นพวกกลุ่มใหญ่เดินยิ้มกันระรื่น ก็มันเพิ่งรอดตายมาได้ สรุปเหตุการณ์ให้กันฟัง วักน้ำล้างหน้าล้างตา ประเมินการและวางกำลังกันใหม่เพราะทางไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว
tadtapoo (12)“ต่อไปอย่าแยกกัน ไปกันทั้งกลุ่ม มึงนำน้องไป ไอ้ส้น_ _”   คำสั่งจากอาจารย์ปู่ ประโยคสุดท้ายบอกกับพี่ใหญ่หน่องซึ่งท่านอาจารย์จะหาชื่ออันไพเราะเปลี่ยนให้เป็นประจำตามอารมณ์จนไปแจ้งเปลี่ยนชื่อแซ่ที่อำเภอไม่ทัน ขณะนั้นนาฬิกาที่ข้อมืออั๋นบอกเวลาเกือบบ่ายสองtadtapoo (7)

เส้นทางจากนั้นรกเพราะไม่มีร่องรอยเดินมาก่อน และต้นไม้ล้มขวางเรื่อยไป การที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้มขวางทางในป่ารกถ้าไม่เคยเจออาจจะนึกไม่ออกว่ามันเป็นงานหนักแค่ไหน เพราะทางเดินที่เราใช้มันก็คือช่องว่างระหว่างต้นไม้ในป่าเป็นช่องๆ ต่อเนื่องกันไปจนเป็นเส้นทาง เมื่อต้นไม้ใหญ่ล้ม มันจะทับและดึงต้นไม้เล็ก เถาวัลย์ ไม้ผุ ดินและสิ่งต่าง ๆ กระจายเต็มบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นส่วนกิ่งก้านใบที่ละเลงทางป่าให้หายไปกะตา หรือว่าส่วนลำต้นอันกว้างใหญ่ที่พาดขวางแต่ไม้เล็กไม้น้อยที่ถูกมันทับยกมันขึ้นสร้างเป็นทางอุโมงค์ที่ลอดไม่ได้ จะข้ามก็ลำบากเพราะสูงท่วมหัว หรือแม้แต่ส่วนโคนต้นที่ล้มทับทางก็จะมีรากไม้ขนาดยักษ์พลิกขึ้นมาอยู่บนดิน ส่งให้ดินมากมายกระจายบนพื้นที่กว้าง ทำให้หาเส้นทางเดินต่อไปยากลำบากมากtadtapoo (6)เครื่องชูกำลังอย่างดีระหว่างเดินเหนื่อยๆ นั้นครั้งนี้ต้องยกให้เรื่องลามกจกเปรต บัดสีจังไรของญาติโก๋ซึ่งแกมีมากมาย เรื่องตบตีผู้หญิงยิงคนแก่ด่าแม่เด็กแกชำนาญมาก แถมโม้ว่าป่าแม่วงก์ที่นครสวรรค์นั้นแกลุยมาช่ำชอง ยังผ่านสมอปูนของเรามาแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้เองแกยังถามว่ามีหนักกว่านี้อีกไหม ? เส้นทางนี้ว่าแล้วก็ไม่หนักเท่าสมอปูน แกจึงทำหน้าที่อย่างดีปล่อยเรื่องเลวร้ายของแกได้เรื่อยๆ …ตราบใดที่แกยังไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าแกจะอยู่ในสภาพไหน…tadtapoo (3)

แสงแดดอ่อนลงบอกว่าเหลือเวลาส่องสว่างให้เราอีกไม่นาน ต้องรีบทำเวลา แต่รอยบนพื้นโคลนหยุดสายตาพวกเราไว้ เป็นรอยเท้าคน ผู้หญิง เพราะขนาดเล็ก รอยรองเท้าผ้าใบบางๆ ไม่ใช่พวกหาไม้หอมเราจึงสันนิษฐานได้ว่าพวกอาจารย์เรืองศิลป์ก็เดินมาทางนี้พร้อมนักเรียน คำถามเกิดขึ้นว่า
พวกนั้นกินข้าวหรือยังก่อนออกมา?   “ยัง”   คนที่ตื่นเช้าเห็นเหตุการณ์
เขามีอะไรติดมากินด้วยบ้างไหม?   “แค่เป้ใบย่อมคนละใบ”  tadtapoo (1)
ขนาดพวกเรายังมุ่นกันขนาดนี้ ขอให้พวกอาจารย์เรืองศิลป์แกชำนาญกว่าเราเถอะ ตามทางมีน้ำให้เติมตลอด แต่ถ้าไม่มีอาหารพกมาด้วยพวกเขาจะหิวกันมาก
เมื่อแสงสุดท้ายสาดขวางขึ้นไปเฉพาะบนเรือนยอดไม้ พวกเรามาถึงคลองใหญ่พอดี มันคือครึ่งทางเดินเท่านั้น เราพักกินกาแฟกับอาหารที่ติดเป้มาเท่าที่มี พอพร้อมจะเดินต่อทุกคนสะดุดอีกครั้งกับเสียง เปรี้ยงงงง! เปรี้ยงงงง! และเสียงเฮลิคอปเตอร์บินผ่านหัวไป ปืนคงไม่ได้ยิงเฮลิคอปเตอร์แต่คงยิงเพื่อหาคนหลง ทำให้เลือดวีรบุรุษในตัวใครหลายคนพลุ่งพล่าน อโศก พี่หน่องอยู่ไม่สุขจะไปตามเสียงปืนให้ได้ ในขณะที่แสงสุดท้ายของวันอ้อนวอนให้รีบเดินต่อ
“ไป..ถามเขาให้ได้เรื่องแล้วรีบกลับมา”   อาจารย์ปู่สั่งเด็ดขาด พี่หน่องไปตั้งแต่ยังไม่สิ้นเสียง อโศกน้องชายตามไปอีกคน ที่เหลือรออย่างตื่นเต้นแต่ยังคงปล่อยมุกร้ายๆ เข้ากับบรรยากาศไม่หยุด โดยเฉพาะญาติโก๋  “เดี๋ยวนะมีเสียงปืนอีกนัด ไม่ได้ยิงขึ้นฟ้า เขายิงพี่หน่อง”
เท่านั้นไม่พอ “อโศกกลับมาพร้อมมือกุมหน้าอก โซซัดโซเซ ช่วยด้วย! พี่หน่องถูกยิง” ญาติโก๋พูดฮาพร้อมท่ากุมอกพูดแล้วล้มฟุบประกอบอย่างเมามัน
ไม่นาน (จริงๆ แล้วนะครับ) พี่หน่องกลับมาบอกว่าเจ้าหน้าที่เขามาตามหาคณะอาจารย์เรืองจริงๆ แล้วแกก็นำพวกเราเดินลุยน้ำไปหาพี่คำพวนเจ้าหน้าที่ พอเจอพวกเราพี่คำพวนทักทายตามธรรมเนียม แล้วร้องบอกทีมค้นหา
“เจอแล้ว แต่ไม่ใช่ชุดนี้ พวกนี้ไม่หลง หาต่อไป” แล้วเดินหายไปในความมืด
“รอกูด้วย… กูก็หลง…”    มีเสียงแผ่วๆ จากปากพวกเราก่อนจะโดนทิ้ง…อีกครั้งtadtapoo (5)
เดินลุยน้ำมาทั้งไกลทั้งเย็นทั้งเปียก ยังต้องเดินกลับไปหาทางเก่าให้เจออีก ตอนนี้ค่ำสนิทแล้ว เราจึงอาศัยกองไฟเล็กๆ ตรงนั้นให้ความอบอุ่น เตรียมตะเกียงแก๊สและไฟฉายเดินทางต่อไป หลังฟ้ามืดเสียงคุยเฟื่องเรื่องบัดสีก็ขาดหายไป ไม่ใช่หมดมุก แต่ญาติโก๋แกหมดแรงและหมดอารมณ์จะเล่าแล้ว ถามคำตอบคำ ครวญอยู่ประโยคเดียว “เมื่อไหร่จะถึง ไหนว่าสี่ชั่วโมงไง”
หลังฟ้ามืดไม่นานเราพบรอยเท้าเดิมย้ำว่าคณะที่ออกเช้าตรู่มาทิศทางเดียวกับเราแต่เดินตัดกันไปมา เราข้ามห้วยขึ้นมาพบหมายสีแดงบนต้นไม้ใหญ่ชัดเจน แต่หลังจากนั้นเราหาเครื่องหมายที่ต้นต่อไปอย่างไรก็ไม่เจอ กระทั่งถอยกลับไปเพื่อเดินเข้ามาใหม่ก็ยังเหมือนเดิม พี่หน่องกองหน้าทะลวงฟัน อโศกนายทหารชำนาญการ เอ๊ดน้องชายคนเล็กแยกย้ายกันหาทางหรือเครื่องหมายบอกทางโดยให้ต้นไม้ที่มีเครื่องหมายสุดท้ายเป็นจุดศูนย์กลางให้คนที่เหลือเฝ้าไว้ จากมุมมองที่จุดศูนย์กลางจะเห็นคบไฟสามดวงลอยอยู่รอบๆ กับเสียงเดินลุยน้ำเป็นระยะ ทำให้รู้ว่าจุดที่เราอยู่เป็นคุ้งน้ำโอบไว้คล้ายเกาะเป็น…เกาะเขาวงกต !
รออยู่นาน ญาติโก๋ก็บอกอั๋นผู้เป็นญาติกันว่ามีอะไรเย็นๆ เยือกๆ อยู่ที่ไข่ (ไม่ใช่ไข่ไก่ด้วย)
“ทากหรือเปล่า พี่โก๋”     อั๋นให้ข้อคิดเห็น ญาติโก๋คลำดูพร้อมสะดุ้งสุดตัว
“ใช่ ทากจริงๆ ด้วย อั๋นเอาออกให้หน่อยดิ เราญาติกันนะ”  อย่าว่าแต่เจ้าอั๋น ทุกคนแตกกันคนละทางเพราะแกเปิดกางเกงที่ไม่มีกางเกงในยื่นไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ พอไม่มีใครช่วยแกต้องเอาออกเองทั้งที่กลัว ว่าไปแล้วทากมันก็ไม่อยากอยู่ตรงนั้นหรอก มันก็หลงอยู่ในเขาวงกตเหมือนกัน
สามคนที่ออกหาหนทางก็ไม่น้อยหน้า มีเสียงเดิน เสียงเฉาะไม้สลับกันไป สักพักเสียงพี่หน่องร้องเรียกน้องชายทั้งสอง
“มาดูนี่ กูเจอรอยเขาบากไว้แล้วว่ะ”  พี่หน่องเรียกอย่างกระตือรือร้นกับความสำเร็จ
“ไหนพี่”   อโศกเดินมาดูรอย “ผมเพิ่งบากมันเอง ตะกี๊”
“โธ่!….ไอ้…..” เสียงจากคนผิดหวัง ยังต้องหาทางกันต่อไป
หลังจากหาอยู่สองชั่วโมงกว่า เวลาจวนสามทุ่ม สุดท้ายที่จุดนั้นเรายังหาทางออกไม่เจอ ดาบอาญาสิทธิ์จึงถูกชักออกมาอีกครั้ง
“เลิกหาได้แล้ว กลับมารวมกันที่นี่ให้หมด” อาญาสิทธิ์อาจารย์ปู่
“เราต้องไปทิศไหน” อาจารย์ถามที่ประชุม
“เหนือครับ เฉียงตะวันออกเล็กน้อย” หมออุ๊ตอบ ตะแกเป็นคนบ้าแผนที่
“ทิศเหนือไปทางไหน”
“ทิศนี้ครับ ข้างไอ้ทิดเ_ด”   แกชี้เฉียดเจ้าเอ๊ดไป พอดีแกดูดาวพอเป็น และพอดีมีดาวพอให้ดู
“ไปตามนี้” อาจารย์สั่งให้ลุยตามทิศ แล้วโชคหรืออะไรดีๆ ก็เกิดขึ้นบ้างในค่ำคืนโหดร้าย อย่างเหลือเชื่อและไม่น่าจะเป็นทางที่ใช่ เราพบแต้มสีแดงอันเป็นเส้นทางเดินต่อไป…
ยิ่งไม่มีแสงตะวัน การเดินทางยิ่งยากกว่าปกติ เราต้องหยุดกันเรื่อยๆ เพื่อหาหนทาง จนกระทั่งถึงป่าโล่งแห่งหนึ่ง พวกเราจึงประจักษ์ชัดถึงเหตุผลของเส้นทางที่ยากลำบาก ดงไม้หอมหรือต้นกฤษณาดงใหญ่ มีตอกฤษณาให้เราปีนขึ้นไปแล้วกราดไฟฉายดูพบซากกฤษณาไม่ต่ำกว่ายี่สิบต้นถูกโค่นราบ ฝีมือพวกหาไม้หอม ยิ่งเมื่อเราเลิกใช้เป็นเส้นทางเดินป่าพวกนั้นยิ่งย่ามใจที่จะเข้ามา ไหนจะรอยเดินตัดทางจนเปรอะไปทั้งป่า ไหนจะไม้ที่ล้มทับทางเดินที่เราคลำหาอยู่ ไม่ใช่แค่ต้นเดียวแต่เป็นดง ทุกคนแทบมีความรู้สึกเหมือนกันว่า ความยากลำบากในการเดินนับสิบชั่วโมงที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเราเห็นความวอดวายที่ป่าได้รับจากน้ำมือคนtadtapoo (11)
สุดท้ายเราก็ล้มลุกคลุกคลานมาได้จนถึงสะพานเชือก ก็รู้ว่าใกล้ถึงแล้ว ป๋าหน่องเห็นทางแยกซ้ายไปยังมอสิงโตก็ทำให้นึกได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มอาจารย์และนักเรียนนั้นจะหลุดออกไปเพราะเป็นเส้นทางเดินเท้าที่เห็นชัดเจนกว่า อีกทั้งเครื่องหมายบอกทางใช้แต้มสี “ส้ม” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสีแดงตากแดดตากฝนที่เราเดินตามมาตลอด (ที่น่าภูมิใจคือเรามารู้ภายหลังว่ากลุ่มที่หายไปอยู่ในเส้นทางที่พี่หน่องสันนิษฐานจริงๆ โดยมีน้าวิงเป็นผู้เข้าไปพาออกมา…แหม! พี่แขกของเราก็เก่งเข้าขั้น)
ขาดอีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว กลุ่มซอมบี้ของพวกเราก็ค่อยออกจากป่ามาได้ บ้างล้มแผ่ บ้างหาทากให้กัน เรายอมขาดทุนใช้โปรโมชันไม่ครบถึงเที่ยงคืนเพราะที่ผ่านมาเกือบสิบสองชั่วโมงก็เต็มกลืนแล้ว และเรารู้ว่ายังมีอีกหลายคนที่ค่ำคืนนี้ยังไม่ผ่านพ้น…
ซาปีนะห์ยังต้องคอยปลอบใจผู้ปกครองของน้องๆ ที่ยังติดอยู่ในป่า รับมือกับความห่วงใยจากใจผู้เป็นแม่ ได้เห็นชาวใต้ซับน้ำตาชาวภาคกลางบ้างก็คราวนี้ พี่ต้อมยังภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกอย่างเรียบร้อยอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่หยุด ที่ขาดไม่ได้ในนาทีนี้คือความสุดยอดของน้าวิงที่สามารถเข้าไปถึงจุดที่พวกอาจารย์เรืองอยู่ได้ และพาออกมาอย่างปลอดภัยตอนตีหนึ่งกว่า
ถ้าใครไม่ได้อยู่ในสภาพเดียวกับพวกเราก็คงจะวิพากษ์วิจารณ์อาจารย์เรืองและอาจารย์ซุปไปต่างๆ นานา แต่กับพวกเราที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ให้ใช้โปรโมชั่นนานกว่าพวกเราตั้งหลายชั่วโมงยังนำพาลูกศิษย์อยู่รอดและกลับมาอย่างปลอดภัยได้ท่ามกลางความกดดันมากมายนั้น…. เราขอคารวะด้วยใจจริง..

บันทึก ๒๗ ต.ค. ๕๓
Severus S.

ปิดการแสดงความเห็น