หลักการใช้ยาสมุนไพร

หลักการใช้ยาสมุนไพร
…..เนื่องจากตำรับยาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นการคัดลอกจากตำรายาที่ได้รับมอบมา หรือได้จากคำบอกเล่าของหมอยา ซึ่งในสมัยก่อนชาวบ้านทั่วไปมีความรู้และความคุ้นเคยในการใช้ยาสมุนไพรในวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องบันทึกวิธีการใช้โดยละเอียด เมื่อตำรับยาเหล่านี้ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ผู้ใช้สมุนไพรในยุคนี้อาจพบว่าตำรับส่วนใหญ่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนนัก เช่น ปริมาณที่ใช้ ขนาด ความถี่ในการใช้ ดังนั้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ได้อย่างถูกต้อง จึงควรปฏิบัติตามหลักการใช้ยาสมุนไพร ดังต่อไปนี้
การเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร
๑. เก็บเกี่ยวสมุนไพรให้ถูกต้น ถูกส่วน ถูกอายุ ถูกเวลา ถูกฤดูกาล เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพสูงสุด
๒. ลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งปนเปื้อนโดยล้างวัตถุดิบสมุนไพรให้สะอาด อาจใช้การผึ่งหรือลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะสมุนไพรที่นำไปบดผงปั้นเป็นลูกกลอน
๓. นำไปย่อยขนาด สับ หั่น เป็นชิ้นเล็กๆ ให้เหมาะกับการใช้งาน (ชิ้นเล็กๆ จะทำให้สกัดสารได้ดีกว่าชิ้นใหญ่ๆ) ควรทำในขณะที่ยังสด ถ้าปล่อยให้แห้งแล้วจะสับหรือหั่นยากกว่ามาก
๔. นำไปทำให้แห้งด้วยการอบหรือตาก พืชที่มีน้ำมันหอมระเหย ควรตากในที่ร่ม หรืออบที่อุณหภูมิต่ำไม่เกิน ๔๐ องศา ถ้าต้องการทำให้เป็นผง ให้นำชิ้นวัตถุดิบที่ตากแห้งดีแล้วไปบดให้ได้ขนาดที่เหมาะสมต่อไป
๕. เก็บวัตถุดิบสมุนไพรที่แห้งดีแล้วไว้ในภาชนะที่สะอาด แห้ง ป้องกันฝุ่นผง ความชื้น หรือใส่ถุงตาข่ายแขวนไว้ในที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือใส่กล่องสุญญากาศเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น
การปรุงยาสมุนไพร
๑. การต้มยา
๑.๑ การต้มยาทั่วไป
……การต้มยาของหมอพื้นบ้านโดยทั่วไป จะนำสมุนไพรใส่หม้อแล้วเติมน้ำให้สูงกว่าระดับสมุนไพรสองเท่า(โดยกดยาลงแล้วใส่น้ำให้ท่วมขึ้นมา ๒ เท่า) ต้มให้เดือดด้วยไฟปานกลาง แล้วต้มต่ออีกประมาณ ๑๕ นาที รินเอาน้ำมารับประทานตามที่ระบุไว้ในตำรับ
โดยทั่วไปจะกินครั้งละ ๑ แก้ว วันละ ๒ ครั้ง หรือกินต่างน้ำ หมายถึงกินเมื่อหิวน้ำแทนการกินน้ำ เมื่อจะรับประทายาครั้งต่อไป ให้เอาน้ำเท่ากับปริมาณที่ลดลงไปจากการต้มครั้งก่อนเติมลงไป แล้วต้มใหม่ให้เดือด ทำเช่นเดียวกับการต้มครั้งก่อน โดยปกติจะอุ่นยาวันละครั้ง ต้มกินติดต่อกัน ๓-๗ วัน แล้วแต่ชนิด หรือที่เรียกว่า ต้มจนยาจืด
……หม้อที่ใช้ต้มนิยมใช้หม้อดินหรือหม้อเคลือบ ไม่นิยมใช้หม้อสแตนเลสหรือหม้ออลูมิเนียม โดยเฉพาะหม้ออลูมิเนียมไม่ควรใช้ เนื่องจากอาจมีโลหะหนักผสมในตัวยา จากการกัดกร่อนของน้ำยาต้มได้
……ขนาดของสมุนไพรที่ใช้ต้มยาโดยทั่วไปใช้ประมาณ ๑ กำมือ ของเจ้าของ(ประมาณ ๑๐ กรัม หรือหนึ่งในสิบของหนึ่งขีด) ต้มกับน้ำ ๑ กา(ประมาณ ๑ ลิตร) หากมีสมุนไพรหลายชนิดผสมอยู่ด้วยกันโดยไม่ระบุสัดส่วน ให้เข้าใจว่าใช้ในสัดส่วนที่เท่ากัน
               ๑.๒ การต้มเคี่ยว
…..การต้มเคี่ยวคือ การเอาสมุนไพรใส่ในหม้อแบบการต้มทั่วไป เติมน้ำลงไปสามเท่าของปริมาณที่ต้องการรับประทาน เช่น ประมาณ ๓ แก้ว(แก้วละ ๒๕๐ ซีซี) ต้มให้เดือดและต้มเคี่ยวต่อไปอย่าใช้ไฟแรง ควรให้ยาค่อยๆ เดือด ให้ปริมาณน้ำเหลือ ๑ แก้ว นำน้ำยามารับประทานครั้งเดียวให้หมด หรือแบ่งรับประทานแล้วแต่ปริมาณของสมุนไพรที่ใช้
     ๒. การชง
…..การชงยานิยมใช้กับสมุนไพรแห้งที่บดเป็นผงหยาบมีขนาดเล็กกว่าสมุนไพรที่ใช้ต้ม โดยนำไปใส่ในถุงชงหรือผ้าขาวบาง สมุนไพรบางชนิดจะใช้ใบสดชงก็ได้ หากใช้ใบสดนิยมนวดใบให้ช้ำก่อนชง ใช้วิธีชงเช่นเดียวกับชา โดยชงในน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที แล้วจึงรับประทาน (แต่ถ้าเป็นชาจีนที่ดื่มกันโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ ๖ นาที) สมุนไพรที่ใช้มีทั้งสมุนไพรเดี่ยวหรือตำรับ น้ำที่ใช้เป็นน้ำร้อนอุณหภูมิไม่เกิน ๑๐๐ องศาเซลเซียส สัดส่วนของผงสมุนไพรและน้ำร้อนที่ใช้จะแตกต่างกันตามชนิดของสมุนไพร โดยทั่วไปจะใช้สมุนไพรประมาณ ๑ หยิบมือ(๑-๒ กรัม) ต่อน้ำ ๑ แก้ว(๒๐๐-๒๕๐ ซีซี)
      ๓. ยาดอง
……ยาดอง หมายถึง การปรุงยาโดยการหมักสมุนไพรกับสารละลายที่ต้องการ เพื่อจะสกัดตัวยาออกจากสมุนไพรและสามารถควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้เจริญเติบโต ทำให้ยาดองสามารถเก็บได้นานขึ้น ทั้งยังเหมาะกับตัวยาที่โอสถสารสลายตัวด้วยความร้อน วิธีการดองยานั้นมีอยู่หลายวิธี เช่น การดองสุรา การดองน้ำผึ้ง การดองเกลือ การดองน้ำมูตร การดองข้าวหมาก เป็นต้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาดองสุรา ยาดองน้ำผึ้ง ยาดองเปรี้ยว
๓.๑ การดองสุรา
……ยาดองสุราเป็นการนำเอาสมุนไพรที่ผ่านการล้าง หั่น ตาก หรือผึ่งให้แห้ง(การใช้สมุนไพรสดที่มีความชื้นสูงอาจทำให้ยาดองนั้นเน่าได้) มาห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วใส่โหลสำหรับดองที่แห้งสะอาด จากนั้นนำเหล้าโรงหรือเหล้าขาวรินใส่ลงไปพอท่วมตัวยา แล้วกดให้ห่อยาสมุนไพรจมลงในน้ำเหล้าไว้สักครู่ ปิดฝาขวดโหลให้สนิท โดยใช้ผ้าคลุมปากโหล ก่อนปิดฝา(เกลียว) หรือใช้ผ้าคลุมมัดฝาโหล(ฝาแก้ว) จะทำให้ปิดได้สนิทยิ่งขึ้น ทิ้งไว้ประมาณ ๓๐ วัน อาจนำเอาโหลยาดองไปตากแดด หรือเอาไปหมกไว้ในยุ้งข้าวเปลือก จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้การสกัดสารด้วยแอลกอฮอล์ทำได้ดีขึ้น ในกรณีนี้ใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน ก็สามารถนำมาดื่มเป็นยาดองเหล้าได้แล้ว การเปิดโหลคนบ่อยๆ หรือการใช้วัตถุดิบสมุนไพรที่ย่อยขนาดให้เล็กลง จะทำให้การสกัดสารทำได้ดีขึ้นเช่นกัน
ข้อควรระวัง
     ๑. สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยด้วย โรคหัวใจ ไม่ควรดื่มยาดองสุรา
     ๒. ไม่ควรดื่มเกิน ๒ถ้วยตะไล ต่อวัน
                ๓.๒ การดองน้ำผึ้ง
…..ทำเช่นเดียวกับการดองสุราแต่ใช้น้ำผึ้งแทน ไม่นิยมห่อตัวยาด้วยผ้าขาวบาง น้ำผึ้งสามารถใช้ดองยาได้ เพราะน้ำผึ้งจะควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้เจริญเติบโต จึงนิยมใช้น้ำผึ้งดองผลไม้สมุนไพร เช่น กล้วย ยอ สมอ มะขามป้อม เป็นต้น
                ๓.๓ การดองเปรี้ยว
…..เป็นการสกัดโอสถสารจากสมุนไพรด้วยน้ำ แต่ใช้การคุมเชื้อด้วยความเปรี้ยว ซึ่งความเปรี้ยวอาจมาจากมะขาม มะกรูด สารส้ม หรือสมุนไพรรสเปรี้ยวอื่นๆ วิธีการดองเปรี้ยวนี้จะต้มสมุนไพรโดยมีสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวรวมอยู่ด้วย แล้วตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งเช่น ๗ หรือ ๑๕ วัน แล้วแต่ตำรับ หรือบางตำรับให้ดูผลมะกรูดเปื่อย
๔. การฝน
…..การฝน คือ การนำสมุนไพรมาฝนกับหินลับมีด ใช้ฝนกับน้ำธรรมดา ๑ แก้ว (ประมาณ ๒๐๐ ซีซี) นานประมาณ ๒ นาที จนได้น้ำยาขุ่นตามสีของสมุนไพร ส่วนใหญ่จะรับประทานครั้งละ ๑ แก้ว วันละ ๓ ครั้ง แต่หากเป็นการฝนเพื่อเป็นยาทา จะใช้น้ำกระสายยาในปริมาณที่น้อยกว่า
๕. ยาลูกกลอน
…..ยาลูกกลอนทำโดยบดสมุนไพรแห้งให้เป็นผงละเอียด ในขนาดที่พร้อมจะถูกสกัดด้วยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ แล้วนำยาผงนั้นมาผสมกับสารยึดเกาะ เพื่อให้ปั้นเป็นลูกกลอนได้ และแตกตัวได้ดีเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร สารยึดเกาะที่ดีที่สุดคือน้ำผึ้ง เมื่อผสมผงยากับน้ำผึ้งแล้วให้ทดลองปั้นดู หากปั้นแล้วแตก ให้เติมน้ำผึ้ง แต่ถ้าปั้นแล้วเหนียวติดมือ ให้ผสมผงยาเพิ่มจนสามารถปั้นเป็นก้อนไม่ติดมือ จากนั้นนำลูกกลอนที่ปั้นได้ไปผึ่งแดดประมาณ ๒ วัน หรืออบที่ ๕๐ องศา ๔๘ ชั่วโมง เก็บในขวดสะอาดและแห้งสนิท ปิดฝาเก็บไว้ในที่แห้ง โปร่ง ไม่มีแดดส่อง
ความหมายของคำที่ควรรู้
.กำมือ คือ ขนาดของสมุนไพรที่กำไว้ในมือ โดยใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกับปลายนิ้วชี้ เช่น ต้นบานไม่รู้โรย ๑ กำมือ หมายถึง เอาต้นบานไม่รู้โรยมาขดทับกันเป็นท่อนขนาด ๑ กำมือ ยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ แล้วเอาตอกหรือเชือกมัดไว้ ถ้าเป็นรากไม้ เช่น รากย่านาง ๑ กำมือ หมายถึง เอารากมาหั่นเป็นท่อนยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ นำมามัดรวมกันได้ขนาด ๑ กำมือ
.หยิบมือ คือ ขนาดที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางหยิบขึ้นมา
.ทั้งห้า หมายถึง ใช้ทั้งต้น ราก ใบ ดอก ผล
.ส่วน หมายถึง ส่วนของการตวง (ปริมาตร) ไม่ใช่การชั่ง (น้ำหนัก)
.กระสายยา หมายถึง ตัวทำละลายยา เช่น ใช้น้ำเป็นกระสายยา คือใช้น้ำเป็นตัวทำละลายยา
.แก้ว หมายถึง แก้วธรรมดารูปทรงกระบอกที่ใช้ดื่มน้ำกันทั่วไป ขนาดบรรจุ ๒๕๐ ซีซี
๑ ถ้วยตะไล  เท่ากับ   ๓๐   ซีซี
๑ ช้อนโต๊ะ    เท่ากับ   ๑๕  ซีซี
๑ ช้อนชา      เท่ากับ    ๕   ซีซี
๑ ช้อนกาแฟ เท่ากับ  ๒.๕  ซีซี(ส่วนใหญ่คือช้อนชงกาแฟทั่วไป)
การป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้ยา
     ๑. ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อนเลย ควรเริ่มกินในขนาดที่น้อยๆอก่อน เช่น กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนด ให้รอดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อไป
     ๒. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่น ยาที่บอกให้ต้มกินธรรมดาห้ามใช้วิธีต้มเคี่ยวกิน เพราะยาจะเข้มข้นเกินไปจนทำให้เกิดพิษได้ เช่น ยาขับน้ำนม ถ้าต้มเคี่ยวจะทำให้ยาร้อนเกินไปจนทำให้น้ำนมแห้งได้
     ๓. ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพราะไม่มียาอะไรที่ไม่มีพิษ การรู้จักพิษจะทำให้มีความระมัดระวังในการใช้มากขึ้น
     ๔. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน และคนชรา ห้ามใช้ยามาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้ยาเกิดพิษได้ง่าย
     ๕. ควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพรที่จะรับประทานแต่ละชนิดอย่างดี มีข้อมูลครบถ้วนก่อนที่จะเลือกรับประทาน

บันทึกของแผ่นดิน ๘ (หัวเข่าคลอน)

…ยาแก้หมูป่อยเป็นสมุนไพรที่ถือว่าแทบไม่มีพิษและผลข้างเคียง ในการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ มีการใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคที่หลากหลาย การแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้ยาแก้หมูป่อยในตำรับยาที่ช่วยลดไข้ แก้ปวดท้อง นิ่วในท่อไต เบาหวาน ลมชัก แขนขาแข็งเกร็ง มีการศึกษาพบฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในพม่ามีการใช้รากช่วยขับลม ขับเสมหะ แก้ตัวเหลือง ปอดอักเสบ ท้องอืด แก้พิษ แก้ไข้ แก้โรคผอมแห้ง แก้ไอ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รับประทานเพื่อชุ่มคอ แก้คอแห้ง จีนใช้ในการรักษามะเร็ง หอบหืด… ..Continue

บันทึกของแผ่นดิน ๘ (ว่านนางตัด)

—พ่อหมอยาภาคใต้ฝากเตือนมาว่า ปัจจุบันว่านนางตัดเป็นสมุนไพรที่หายากมาก ในพื้นที่ที่มีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ต้นว่านชนิดนี้ก็จะหายสาบสูญไปด้วย เพราะนอกจากจะอยู่ในพื้นที่สูงแล้วยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย ดังนั้นความเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะตนของคนส่วนน้อย ก็อาจทำให้ต้นไม้เล็กๆ แต่มีคุณประโยชน์มากมายอย่างว่านนางตัด รวมถึงชีวิตพืชและสัตว์อีกนับไม่ถ้วนต้องถูกทำลายไปในที่สุด หากคนไทยส่วนใหญ่ยังนิ่งดูดายไม่เห็นคุณค่า— ..Continue

บันทึกของแผ่นดิน ๘ (ป่าเฮ่วหมอง)

…..ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรป่าเฮ่วหมองจำหน่ายในสหรัฐและไนจีเรีย เพื่อใช้ในการคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในสหรัฐยังมีการทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมภูมิคุ้มกันมี ๓ ตำรับ คือ ตำรับช่วยคุมน้ำตาล (Healthy Level) ตำรับป้องกันมะเร็งเต้านม (Breast and Immune System Health) และตำรับป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate and Immune System Health) .พ่อหมอไทใหญ่จะใช้ป่าเฮ่วหมองในการรักษาอาการไข้หนาวสั่น ซึ่งในแอฟริกาก็มีการใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษาโรคมาลาเรียเช่นกัน มีการศึกษาพบว่า สารสกัดป่าเฮ่วหมองด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อมาลาเรียในระดับปานกลาง ยังไม่ดีเท่ายามาตรฐานที่ใช้ๆ กันอยู่ เช่น Chloroquine แต่ในกรณีที่มีการดื้อยาหรือไม่มียาใช้ ป่าเฮ่วหมองก็เป็นทางออกได้อีกทางหนึ่ง— ..Continue

บันทึกของแผ่นดิน ๘ (บุนนาค)

—ดอกบุนนาคจะออกดอกปีละครั้ง ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายน เมื่อเก็บเกสรแล้วนำมาตากแดด ๓ วันเพื่อให้แห้ง หากเกสรแห้งอยู่แล้วก็ตากให้น้อยวันลงได้ ในระหว่างการตาก ช่วงกลางคืนต้องนำเกสรมาใส่ในกระดาษหรือผ้าห่อเก็บไว้ วันรุ่งขึ้นจึงนำออกมาตากใหม่ เมื่อแห้งดีแล้วให้นำเกสรที่ห่อด้วยกระดาษแล้ว ใส่ในภาชนะที่แห้งสนิท ไม่ชื้น ปิดฝาให้แน่น ยอดอ่อนบุนนาคนำมาใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือแกงกินเป็นอาหารได้— ..Continue