รับมือความเสื่อมชรา

รับมือความเสื่อมชรา ดูแลวาตะ


ธรรมชาติแห่งวัย ธาตุใดเป็นเจ้าเรือน
.ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ร่างกายมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุขัย ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ช่วงวัย ในแต่ละวัยจะมีบทบาทเด่นของกลไกตัวใดตัวหนึ่งในตรีโทษ อันได้แก่ วาตะ ปิตะ เสมหะ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประกอบกันเป็นร่างกายของคนเรา ปฐมวัย คือ อายุอยู่ระหว่าง ๐-๑๖ ปี เป็นวัยที่มีเสมหะเป็นเจ้าเรือน เป็นวัยที่ต้องการการเจริญเติบโต มีการสร้างเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมการทำงานของเสมหะให้เป็นปกติ โดยให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง ในขณะเดียวกันก็ระวังไม่ให้เกิดอาการเสมหะกำเริบ เช่น หวัด ปอดบวม เป็นต้น มัชฌิมวัย คือ อายุอยู่ระหว่าง ๑๖-๓๒ ปี จะมีปิตะเป็นเจ้าเรือน เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องการพลังงานมากในการมีลูกสืบสกุลและสร้างครอบครัว ปัจฉิมวัย คือ อายุตั้งแต่ ๓๒ ปีขึ้นไป วัยนี้จะมีวาตะเป็นเจ้าเรือน เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องใช้ความคิดและปัญญามากขึ้น
๓๒ ปีขึ้นไป ใส่ใจกับสุขภาพ
.ปัจฉิมวัยเป็นจุดเริ่มต้นการถดถอยของการทำงานธาตุต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้จะค่อยเป็นค่อยไป เว้นแต่จะมีปัจจัยภายนอกมาเร่งกระบวนการเสื่อมนี้ให้เร็วขึ้น โดยทั่วไปความเสื่อมจะเริ่มเห็นได้ชัดในธาตุไฟก่อน ตามด้วยธาตุน้ำ และธาตุดินตามลำดับ ภาวะที่ธาตุไฟหย่อนลงจะเห็นได้ชัดเมื่อคนย่างเข้าสู่วัยชรา จะมีปัญหาของระบบย่อยอาหาร (ธาตุไฟ) ที่ทำงานได้น้อยลง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นเพราะน้ำย่อยและเอนไซม์ลดลง รวมทั้งการดูดซึมสารอาหารก็ลดลงด้วย จึงทำให้ท้องอืดได้ง่าย กล้ามเนื้อจะมีการเผาผลาญ (ธาตุไฟ) มากกว่าไขมัน
.ดังนั้นเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ก็มีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น การทำงานของปอดและหัวใจมีประสิทธิภาพน้อยลง สิ่งที่ตามมาคือ ความชุ่มชื้น (ธาตุน้ำ) ของผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ จะแห้งลง ความหนาแน่นของกระดูก (ธาตุดิน) จะลดลง กระดูกอ่อนในข้อต่อเริ่มสลายตัว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่การมีวาตะเป็นเจ้าเรือน ซึ่งมีลักษณะ เย็น แห้ง ล่องลอย ฟุ้งกระจาย ไม่แน่นอน ดังนั้นการปรับสมดุลของตรีโทษในวัยชราจึงต้องเพิ่มความอบอุ่น ความชุ่มชื้น และความหนักแน่นมั่นคงให้แก่ร่างกายและจิตใจ เพื่อจะทำให้มีสุขภาพดีในวัยนี้
ฝึกใจให้มั่นคง ดำรงความอ่อนเยาว์
.การที่วาตะมีลักษณะของลม คือ เย็น แห้ง เคลื่อนไหวแบบฟุ้งกระจายไร้ทิศทาง ซึ่งก็คือ ความคิด จิตใจ ปัญญา และการทำงานของระบบประสาทต่างๆ การกำเริบของวาตะในวัยชรา จึงทำให้ผู้สูงอายุมักจะมีอาการเคียด คิดมาก ใจน้อย นอนไม่หลับ หากปล่อยไปเรื่อยๆ สุดท้ายความเสื่อมนี้อาจนำไปสู่การเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ได้ ดังนั้นทุกคนจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลวาตะหรือธาตุลมเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นในวัยชรา
.ธาตุลมโดยธรรมชาติจะถูกกระทบได้ง่าย เมื่อกำเริบ หย่อน หรือพิการแล้วก็จะส่งผลกระทบไปยังธาตุอื่นๆ ต่อไปเป็นลูกโซ่ กล่าวกันว่าร้อยละ ๗๐ ของโรคภัยไข้เจ็บของคนเรา เริ่มมาจากกองวาตะ ซึ่งคล้ายคลึงกับที่การแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า โรคเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดเรื้อรัง แต่ในขณะเดียวกันธาตุลมก็เป็นธาตุที่เราสามารถดูแลได้ด้วยตนเอง และพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยกว่าธาตุอื่นๆ เพราะจิตใจเป็นสิ่งที่เราสามารถฝึกและควบคุมได้ หากเรามีจิตใจที่สงบ มีที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ มีความสุข ใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า หนักแน่น กินนอนให้เป็นเวลา ก็จะลดการฟุ้งกระจายของวาตะได้ ด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อนจึงมีประเพณีให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเมื่ออายุ ๔๐ ปีขึ้นไปอยู่วัดถือศีล ๘ ในวันพระ เป็นการเตรียมตัวเข้าสู่สภาวะที่มีวาตะเป็นเจ้าเรือน
.การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันว่า อารมณ์และสภาวะจิตใจ โดยเฉพาะความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความโกรธมีผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญๆ อย่างมาก ความโกรธนั้นทำให้การทำงานของหัวใจเสื่อมอย่างรุนแรง ในขณะที่ความเครียดทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งถ้ามีในปริมาณมากเกินไปจะทำลายเซลล์สมอง และนำไปสู่การเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง และเมื่อมีความเครียดเรื้อรัง ร่างกายจะเริ่มดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และไปจับตัวกลับโปรตีน ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ และทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ทั้งการย่อยและการดูดซึม
.ในทางตรงกันข้ามมีการศึกษาพบว่า สมาธิและอารมณ์ขันสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวจำพวก natural Killer cells (NK cells) ทำให้มีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อและการเกิดมะเร็ง และยังมีผลดีต่อการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ดังนั้นการดำเนินชีวิตและมีวิธีปฏิบัติเพื่อฝึกใจให้สงบ มีสติมั่นคง มีอารมณ์หนักแน่น จึงเป็นหัวใจของการชะลอวัย ซึ่งในสังคมไทยมีวัฒนธรรมประเพณีและการปฏิบัติภาวนาในพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานอยู่แล้วโดยไม่ต้องไปแสวงหาจากที่ไหน ในปัจจุบันยังมีเทคนิคคลายความเครียดมากมายที่สามารถนำมาใช้เสริมได้ เช่น สปาบำบัด ดนตรีบำบัด bio-feedback เป็นต้น นอกจากนี้แรงสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และกัลยาณมิตร ยังเป็นยาคลายเครียดที่สำคัญอีกด้วย
.ในการแพทย์แผนไทยของเรา มีการใช้สมุนไพรที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน เพื่อรับมือกับความเครียด ความวิตกกังวล มาตั้งแต่ในอดีต ได้แก่ ยาหอม ยาลม ยาดม ยาหม่อง ยาอุทัย ซึ่งมีตัวยาสำคัญเป็นพืชที่มีกลิ่นหอม พวกเกสรดอกไม้ต่างๆ เช่น เกสรบุนนาค เกสรบัวหลวง หรือเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารและยาอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น ชุมเห็ดไทย กะทกรก ขี้เหล็ก บัวบก สมุนไพรเหล่านี้ล้วนแต่ดูแลกองลมให้เป็นปกติ เพื่อป้องกันไม่กระทบต่อธาตุกองอื่นๆ
.ที่สำคัญการเตรียมจิตใจเหล่านี้อย่ารอคอยจนถึงวัยชรา ควรลงมือปฏิบัติเสียตั้งแต่วันนี้จนกลายเป็นความคุ้นชิน และชะลอความเสื่อมของร่างกายและจิตใจเสียตั้งแต่ต้นมือ
[ครอบครัว คือ ยา…                     ให้เวลาคือของขวัญอันยิ่งใหญ่
ไม่สามารถหาสิ่งใดมาแลกได้       ขอรับใช้ดูแลพ่อแม่เอย]

กายใจ…เป็นหนึ่งเดียวกัน
สิ่งใด สิ่งหนึ่งแปรปรวนหรือปกติ
สิ่งอื่นก็ได้รับผลด้วย
สิ่งที่เราบังคับควบคุมได้
…คือ ใจ ของเรา
เครื่องมือ บังคับใจ คือ
วินัย การทำความดี
และการปล่อยวาง
มิมีอะไร สำเร็จได้ แค่คิดเอง
เป็นสิ่งที่ต้อง ลงมือสร้าง ลงมือทำ
ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลา ใช้งาน
การใช้ จึงจะใช้ได้ดี

บัวบก อาหารป้องกันอัลไซเมอร์
.อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) หรือโรคสมองเสื่อม เป็นอาการของวาตะพิการอย่างชัดเจน เพราะเป็นความฟุ้งกระจาย ความไร้ทิศทางของความทรงจำและความคิด เนื่องจากความเสื่อมของสมองที่มีการสูญเสียของเซลล์ประสาทไปจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนที่ควบคุมความจำและการคิด และการลดลงของสารเคมีในสมองที่มีความสำคัญต่อความจำ ทำให้สูญเสียความทรงจำและการทำงานของจิตใจ จนไม่สามารถตัดสินใจได้ อาจลืมกิจวัตรง่ายๆ ความสามารถในการพูดลดลง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ และมีอารมณ์แปรปรวน เช่น ก้าวร้าว เก็บตัว เป็นต้น
.แม้จะยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่อาจช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองได้ในระยะแรก หรือชะลออาการในรายที่มีอาการมากแล้ว ด้วยการกินสมุนไพรและอาหารที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพื่อรักษาเซลล์ประสาทไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น สมุนไพรที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ได้แก่ บัวบก แปะก๊วย ขมิ้นชัน ขิง พริกไทย รวมถึงอาหารที่มีโอเมก้า-๓ สูง เช่น น้ำมันรำข้าว วอลนัท เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน งาขี้ม้อน งา ไข่แดง น้ำมันปลา เป็นต้น นอกจากนี้การออกกำลังกาย การฝึกสมองโดยการอ่านหนังสือ เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ หรือบริหารความจำ รู้จักผ่อนคลาย ตลอดจนการเอาใจใส่ของครอบครัว ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้สมองและความจำของผู้ป่วยดีขึ้น การกินอาหารบำรุงสมอง และกิจวัตรกระตุ้นสมองเหล่านี้ไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีป้องกันโรคนี้สำหรับคนที่เริ่มเข้าสู่วัยชราอีกด้วย
ใบบัวบก บำรุงสมอง ความจำ ทำให้ฉลาด
.บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติชั้นเลิศในการบำรุงสมอง ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมเย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับโลหิตเสีย ส่วนในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียบันทึกไว้ว่า บัวบกมีกลิ่นฉุน มีรสขมอมหวาน ย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้คนเป็นบ้า โรคเกี่ยวกับเลือดและโรคที่สมุฏฐานเกี่ยวกับเสมหะ
.ในการศึกษาองค์ประกอบของบัวบกพบว่า มีสาระสำคัญหลายอย่าง ที่สำคัญคือ อะซิเอติโคไซด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง ทำให้การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดฝอยดีขึ้น ทำให้เซลล์ได้รับอาหารได้มากขึ้น ซึ่งช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะสมอง การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า บัวบกเพิ่มการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิและความจำ ส่วนการศึกษาในคนพบว่า บัวบกมีฤทธิ์ เพิ่มการเรียนรู้ เพิ่มความจำ ช่วยลดการผิดปกติที่เกิดจากความกังวล ลดความเครียด และการซึมเศร้า ทำให้ความเต็มใจที่จะปรับตัวและเรียนรู้ดีขึ้น บัวบกจึงมีคุณสมบัติไม่ต่างจากแปะก๊วย แต่สำหรับคนไทยแล้ว บัวบกชนะขาด เพราะถูกกว่าหาได้ง่ายกว่ามาก แถมยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้แผลหายเร็ว โดยการรับประทานหรือใช้ทาก็ได้ ช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น
.ตัวอย่างการนำบัวบกมาใช้เป็นอาหารนั้นต้องยกให้กับเมนูอาหารจานเด็ดของแม่ๆ ชาวไทใหญ่ ซึ่งมีบัวบก เครื่องเทศที่ให้ความเผ็ดอุ่น และอาหารที่ให้ความมันและมีโอเมก้า-๓ เช่น งา ถั่ว สมุนไพร จึงเป็นอาหารบำรุงสมองที่ครบเครื่องตรงตามทฤษฎีแพทย์แผนไทยทุกประการ
ยาเกร็ดบัวบก
.นำใบบัวบก ๓๐๐ กรัม ปั่นรวมกับน้ำสะอาด ๒๐๐ มิลลิลิตร กรองเอาน้ำไปเคี่ยวกับน้ำตาลทาย ๖๐๐ กรัม ใช้ไฟปานกลางจนน้ำระเหยออกหมด ทดสอบโดยเอาไปหยดลงในน้ำ จะจับเป็นก้อนไม่แตกตัว ยกลงจากไฟ นำมาคนเร็วๆ จนยาแห้ง เป็นเกล็ดคล้ายน้ำตาล เก็บในภาชนะที่แห้งและปิดสนิท
ยำใบบัวบก
ส่วนประกอบ
ใบบัวบก ๒ กำมือ              มะเขือเทศเขียว ๓ ลูก     หอมแดง ๑๐ หัว
พริกสด ๓ เม็ด                  มะนาว ๒ ลูก                  ผักชีฝอย ๑ ต้น
กระเทียมทอดตามชอบ     งา ๑ ช้อนโต๊ะ                 ถั่วลิสง(คั่ว, ทอด)
เกลือ ๑ ๑/๒ ช้อนชา         น้ำตาล ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ล้างผักให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาหั่น
๒. หั่นมะเขือเทศให้สวยงาม แล้วหั่นหอมแดง และพริกสด
๓. นำผักที่เตรียมไว้(๑+๒)มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่มะนาว เกลือ น้ำตาล ปรุงรสให้อร่อย
๔. โรยผักชีฝอย กระเทียมทอด ถั่วลิสง และงา
๕. กินกับพริกแห้งทอด หรือผักอื่นๆ ก็ได้

สมดุลแห่งตรีโทษ กุญแจสู่สุขภาพ

…สิ่งที่เหมือนหรือมีคุณสมบัติเหมือนกันจะเสริมกัน เป็นต้นว่า คนที่มีธรรมชาติร่างกายที่เย็นอยู่แล้ว หากสัมผัสกับความเย็นหรือรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติเย็น ย่อมทำให้ความเย็นในร่างกายเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งร่างกายจะสูญเสียสมดุลจนเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ส่วนสิ่งที่ต่างหรือมีคุณสมบัติต่างกันต่างกันจะลดทอนอีกฝ่ายหนึ่งลง… ..Continue

ชะลอวัย ให้ชราอย่างน่ารัก

…ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนานๆ ก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามวัย แต่ความเสื่อมจะมีอัตราเร็วหรือช้านั้นแตกต่างกันไป ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรมและความแข็งแรงที่มีมาแต่กำเนิด แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเงื่อนไขและสภาพการใช้ร่างกาย หรือพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของแต่ละคน ซึ่งวิถีชีวิตในปัจจุบันเป็นตัวเร่งให้การเสื่อมสภาพนั้นเร็วขึ้นไปอีก ได้แก่ความเครียด มลภาวะ การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ขาดการออกกำลังกาย กินไม่เป็นเวลา กินของที่ไม่มีประโยชน์… ..Continue

หลักการใช้ยาสมุนไพร

….การฝน คือ การนำสมุนไพรมาฝนกับหินลับมีด ใช้ฝนกับน้ำธรรมดา ๑ แก้ว (ประมาณ ๒๐๐ ซีซี) นานประมาณ ๒ นาที จนได้น้ำยาขุ่นตามสีของสมุนไพร ส่วนใหญ่จะรับประทานครั้งละ ๑ แก้ว วันละ ๓ ครั้ง แต่หากเป็นการฝนเพื่อเป็นยาทา จะใช้น้ำกระสายยาในปริมาณที่น้อยกว่า…. ..Continue

บันทึกของแผ่นดิน ๘ (หัวเข่าคลอน)

…ยาแก้หมูป่อยเป็นสมุนไพรที่ถือว่าแทบไม่มีพิษและผลข้างเคียง ในการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ มีการใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคที่หลากหลาย การแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้ยาแก้หมูป่อยในตำรับยาที่ช่วยลดไข้ แก้ปวดท้อง นิ่วในท่อไต เบาหวาน ลมชัก แขนขาแข็งเกร็ง มีการศึกษาพบฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในพม่ามีการใช้รากช่วยขับลม ขับเสมหะ แก้ตัวเหลือง ปอดอักเสบ ท้องอืด แก้พิษ แก้ไข้ แก้โรคผอมแห้ง แก้ไอ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รับประทานเพื่อชุ่มคอ แก้คอแห้ง จีนใช้ในการรักษามะเร็ง หอบหืด… ..Continue